หลังจากที่ได้โพสต์วิดีโอไปเมื่อหลายเดือนก่อน พอมีเวลาว่างก็เลยมานั่งเขียนบทความเกี่ยวกับการเลือกตั้งสหรัฐฯ กันสักที เผื่อจะได้เก็บตกรายละเอียดที่ไม่ได้พูดไว้ในวิดีโอ และเนื่องจากวิดีโอมันยาวกว่า 50 นาที บางคนอาจจะขี้เกียจดูจนจบ อ่านเป็นตัวอักษรอาจจะเพลินตากว่า เข้าใจง่ายกว่า ก็แล้วแต่คนจะชอบนะครับ
 
เนื้อหาที่จะเขียนนี้ ก็เป็นเนื้อหาเดียวกับในวิดีโอนั่นแหละ ก็คืออธิบายว่า การเลือกตั้งระดับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เขาเลือกกันด้วยวิธีใด เลือกกันเมื่อไหร่ และมีรายละเอียดอะไรน่าสนใจบ้าง ซึ่งผมก็จะพยายามแทรกเกร็ดสาระที่เกี่ยวกับการเมืองสหรัฐฯ มาให้อ่านกันด้วย สำหรับการเลือกตั้งขั้นต้น (primaries/caucuses) ที่เป็นการเลือกตั้งภายในพรรคเพื่อหาตัวแทนมาชิงนั้น จะขอยกไปไว้ในบทความถัดๆ ไปก็แล้วกันนะครับ
 
 
 
เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า แต่ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจก่อนว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม (indirect election) หมายความว่า ประชาชนเลือกผู้แทน และให้ผู้แทนไปเลือกประธานาธิบดี ตรงข้ามกับการเลือกตั้งโดยตรง (direct election) ที่ประชาชนจะออกไปใช้สิทธิเลือกประธานาธิบดีได้เลย เช่น ฝรั่งเศส, บราซิล, เกาหลีใต้และประเทศส่วนใหญ่ในโลกนี้
 
แต่ถ้ายังนึกไม่ออก ใกล้ๆ ตัว การเลือกนายกรัฐมนตรีของไทยก็เป็นการเลือกตั้งโดยอ้อมเช่นกัน เพราะประชาชนเลือกสส. และให้สส.ไปเลือกนายกรัฐมนตรีอีกทีหนึ่ง ต่างกับการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นายกเทศมนตรีเมืองพัทยา, นายกอบจ. ทั้งหลายที่เราเข้าคูหาไปเลือกคนๆ นั้นให้มาดำรงตำแหน่งทันที
 
 
 
 
 
ที่โยงเข้าถึงเรื่องนี้ก็เพราะว่าผมจะไปพูดอีกทีในหัวข้อ 'ปัญหาและข้อโต้แย้ง' ข้างล่างครับ
 
 
 
Federal คือสหพันธรัฐ (บางครั้งเรียกว่า รัฐบาลกลาง) ส่วน State คือรัฐ (เดิมเรียกกันว่า มลรัฐ) ... ประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว (unitary state) คนไทยจึงอาจไม่คุ้นกับระบบนี้สักเท่าไหร่ แต่ในโลกนี้ สหรัฐอเมริกาและหลายๆ ประเทศเป็นรัฐรวม (state) กันไม่น้อย
 
ประเทศรัฐรวมส่วนใหญ่มักจะมีประวัติศาสตร์ในทำนองที่ว่า รัฐแต่ละรัฐเป็นเอกราช มีอิสระในการปกครองตนเอง แต่ภายหลังยอมตกลงที่จะรวมกับรัฐอื่นๆ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ใดประสงค์หนึ่ง เช่น อาณานิคม 13 แห่งของอังกฤษประกาศเอกราชเป็นรัฐอิสระ และภายหลังตกลงรวมกันเป็น 'สหรัฐอเมริกา' เพื่อร่วมกันต่อสู้อดีตเจ้าอาณานิคม เช่นเดียวกับอินเดีย มาเลเซีย ฯลฯ
 
ในการรวมรัฐนั้น รัฐแต่ละรัฐก็จะร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญและจัดตั้งสหพันธรัฐ (หรือรัฐบาลกลาง) ขึ้นมาปกครองโดยมีอำนาจจำกัด อำนาจหลักของรัฐบาลกลางคือ ดูแลเรื่องการทหาร การต่างประเทศ และการเงินการคลัง (ส่วนอำนาจอื่นเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับข้อตกลงแต่ละประเทศ) ในขณะที่รัฐแต่ละรัฐยังคงมีอำนาจทั้งบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการอยู่ซะเป็นส่วนใหญ่ (รัฐบาลกลางก็มีอำนาจสามฝ่ายเช่นเดียวกัน)
 
อาจพูดง่ายๆ ว่าแต่ละรัฐก็มีสภาพเหมือนเป็นประเทศในตัว เพียงแต่รวมกันอยู่ภายใต้การปกครองหลวมๆ ของรัฐบาลกลาง เพราะฉะนั้นจึงเกิดกรณีที่ว่า ฆ่าคนในรัฐนิวเจอร์ซีย์โทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต แต่ถ้าเดินข้ามไปฆ่าคนในรัฐเพนน์ซิลเวเนียเมื่อไหร่ โทษถึงประหารชีวิต หรือรัฐเวสต์เวอร์จิเนียกำหนดให้รถมีป้ายทะเบียนเฉพาะด้านหลัง ในขณะที่รัฐโอไฮโอกำหนดให้รถมีป้ายทะเบียนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ... เหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดในเมืองไทยเลย เพราะเมืองไทยเป็นรัฐเดี่ยว อำนาจสิทธิ์ขาดอยู่ที่รัฐบาลที่กรุงเทพฯ เท่านั้น
 
และที่ลืมไปไม่ได้คือ การบัญญัติเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 10 (10th Amendment)
 
 
 
หลักตามรัฐธรรมนูญนี้ยังคงเป็นหลักการที่กลุ่มอนุรักษนิยม (conservative) และอิสรภาพนิยม (libertarian) ยึดถือเป็นอุดมการณ์สำคัญทางการเมือง โดยมองว่ารัฐบาลกลางควรมีอำนาจน้อย ในขณะที่รัฐบาลของรัฐควรมีอำนาจมาก พร้อมกับยกโทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) และโรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) เป็นต้นแบบ คนกลุ่มนี้เป็นฐานเสียงหลักของพรรครีพับลิกันเลยทีเดียว
 
 
 
 
เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นประเทศที่ใหญ่มาก ทำให้มีการเลือกตั้งค่อนข้างถี่เมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดยทุกๆ สี่ปีจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีขึ้น จึงเรียกปีนั้นว่า ปีการเลือกตั้งประธานาธิบดี (Presidential election year)
 
ระหว่างสี่ปีที่รอเลือกตั้งประธานาธิบดีนั้น ปีที่สอง (คือปีกึ่งกลางระหว่างการรอสี่ปี) นั้นจะเรียกว่า ปีการเลือกตั้งกึ่งวาระ/กลางภาค (Midterm election year)
 
ส่วนปีที่เหลือคือปีแรกและปีที่สามระหว่างการรอนั้นเรียกว่า ปีการเลือกตั้งนอกปี (Off-year election year)
 
 
 
 
ในระดับสหพันธรัฐนั้น:
 
ผู้ใช้อำนาจบริหาร ซึ่งก็คือ ประธานาธิบดี (President) และรองประธานาธิบดี (Vice President) จะมีการเลือกตั้งทุกๆ 4 ปี (วาระ 4 ปี)
 
ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งก็คือ สมาชิกสภาคองเกรส (Member of Congress) โดยแบ่งเป็น
 
สภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) มีวาระ 2 ปี ประกอบไปด้วยสมาชิก 435 คน แบ่งสัดส่วนตามประชากรในทั้ง 50 รัฐ (เฉลี่ยแล้วจะมีสส. 1 คน ต่อประชากร 7 แสนคน) เพราะฉะนั้นรัฐที่มีประชากรเยอะ อย่างเช่น แคลิฟอร์เนีย (California) จะมีสส.ถึง 53 คน, เท็กซัส (Texas) มีสส. 36 คน, นิวยอร์ค (New York) และฟลอริดา (Florida) มีสส. 27 คน ในขณะที่รัฐประชากรน้อย อย่างเช่น มอนแทนา (Montana), นอร์ธดาโคตา (North Dakota), เซาธ์ดาโคตา (South Dakota) มีสส.เพียง 1 คนเท่านั้น
 
ในขณะที่กรุงวอชิงตัน ดี. ซี. ซึ่งเป็นดินแดนของรัฐบาลกลาง (หรือดินแดนอื่นๆ ของสหรัฐ เช่น เปอร์โตริโก, กวม, หมู่เกาะมาเรียนาเหนือ ฯลฯ) ไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐ จึงไม่สามารถมีสส.หรือสว.ได้ มีได้แต่เพียง 'ผู้แทน' (delegate) เข้าไปร่วมประชุมในสภาคองเกรส แต่ไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง ซึ่งวอชิงตัน ดี. ซี. มีผู้แทนประเภทนี้ 3 คน
 
 
จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (Member of the House of Representatives) ในแต่ละรัฐ
ตามการสำรวจสำมะโนประชากรปี 2010
 
 
วุฒิสภา (Senate) มีวาระ 6 ปี ประกอบไปด้วยสมาชิก 100 คน โดยที่แต่ละรัฐมีสว.ได้รัฐละ 2 คน (50 รัฐรวมเป็น 100 คนพอดี) ดังนั้นไม่ว่าจะประชากรมากหรือน้อย ทุกรัฐมีจำนวนสว.เท่ากันหมด โดยวุฒิสภาสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม (Class) และมีวาระการดำรงตำแหน่งแตกต่างกันไปดังภาพประกอบ
 
 
 
 
ตัวอย่างเช่น Class I เริ่มวาระมกราคม 2007 ถึงมกราคม 2013 โดยมีการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2012 แล้วค่อยเริ่มวาระใหม่ในอีกสองเดือนถัดไป คือมกราคม 2013 และดำรงตำแหน่งต่อไปเรื่อยๆ อีก 6 ปี ก่อนจะมีการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งในปี 2018 ... ส่วน Class II และ Class III ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันครับ เพียงแต่คนละปีเท่านั้น
 
Class I และ II มีสว.กลุ่มละ 33 คน ส่วน Class III มีสว. 34 คน (รวมเป็น 100 คน) เพราะฉะนั้นสว.ของสหรัฐจะค่อยๆ ทยอยผลัดกันเปลี่ยนวาระกันไปแต่ละปี ไม่ได้สิ้นสุดวาระพร้อมกันทั้งสภา ซึ่งก็ช่วยให้การทำงานนั้นมีประสิทธิภาพและมีความต่อเนื่องมากขึ้น
 
ผู้ใช้อำนาจตุลาการ ไม่มีการเลือกตั้ง โดยระบบศาลสหพันธรัฐ (Federal Court system) นั้นประกอบไปด้วย ศาลชั้นต้น (District Court), ศาลอุทธรณ์ (Court of Appeals) และศาลสูงสุด (Supreme Court)
 
 
ส่วนในระดับรัฐนั้น:
 
ผู้ใช้อำนาจบริหาร ซึ่งก็คือ ผู้ว่าการรัฐ (Governor) มีวาระ 4 ปี (ยกเว้นในรัฐนิวแฮมป์เชอร์ (New Hampshire) และรัฐเวอร์มอนต์ (Vermont) ที่มีวาระเพียง 2 ปี)
 
แต่เริ่มวาระการดำรงตำแหน่งแตกต่างกันไป การเลือกตั้งจึงจัดกันคนละปีด้วยเช่นกัน โดยปี 2012 มี 11 รัฐ, 2013 มี 2 รัฐ, 2014 มี 36 รัฐ และ 2015 มี 3 รัฐ ที่จัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ (รวมเป็น 52 ครั้งในรอบ 4 ปี เพราะนิวแฮมป์เชอร์และเวอร์มอนต์เลือกทุกๆ 2 ปี)
 
ดังนั้นจึงมีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐในทุกๆ ปี ทั้งนี้ยังไม่รวมการเลือกตั้งซ่อม/พิเศษ (Special Election) ในกรณีที่เกิดการลาออก, เสียชีวิต, ถูกถอดถอน (impeachment) หรือให้มีการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง (recall) ทั้งนี้ ผู้ที่มารับตำแหน่งแทนผู้ว่าการรัฐคนเดิม จะกินวาระของผู้ว่าคนเดิมเท่านั้น ไม่ได้เริ่มนับใหม่
 
เช่น ในปี 2010 สว.โรเบิร์ต เบิร์ด (Robert Byrd) เดโมแครต จากรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย (D-WV) เสียชีวิตลง ผู้ว่าการรัฐเวสต์เวอร์จิเนียในขณะนั้นคือ โจ แมนชิน (Joe Manchin) ได้ลงเลือกตั้งเพื่อชิงตำแหน่งสว.ที่ว่างนั้นและได้รับชัยชนะ จึงลาออกจากการเป็นผู้ว่า และจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้น ซึ่งประธานวุฒิสภาแห่งรัฐเวสต์เวอร์จิเนียขณะนั้น คือ เอิร์ล เรย์ ทอมบลิน (Earl Ray Tomblin) เอาชนะไปได้ แต่กินวาระเดิมของแมนชินที่ไปสิ้นสุดในปี 2013 (เลือกตั้งปี 2012) เท่านั้น จึงดำรงตำแหน่งเพียงปีเศษๆ ในวาระนี้ ไม่ได้เริ่มนับสี่ปีในทันที
 
ซึ่งหลักแบบนี้นำไปใช้ในการดำรงตำแหน่งรัฐการทุกระดับของสหรัฐฯ เลยทีเดียว
 
ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งก็คือ สภาแห่งรัฐ (State legislature) ประกอบด้วย สภาล่าง (Lower house) และ สภาสูง (Upper house) ในแต่ละรัฐมีชื่อและวาระแตกต่างกันไป
 
 
ผู้ใช้อำนาจตุลาการ ในบางรัฐนั้นมีการเลือกตั้ง แต่เป็นการเลือกตั้งเพื่อคงไว้ (retention election) คล้ายๆ กับโหวตให้ความไว้วางใจว่าผู้พิพากษาผู้นั้นควรจะดำรงตำแหน่งต่อไปหรือไม่ ไม่ใช่การเลือกตั้งทั่วไปที่มีการหาเสียง เปิดแคมเปญ แต่เป็นการเอาผลงานและความรู้ความสามารถที่ผ่านมา ให้ประชาชนตัดสิน
 
คนไทยอาจจะไม่คุ้นกับวิธีนี้เท่าไหร่ เพราะในระบบศาลไทยนั้น ผู้พิพากษาเป็นข้าราชการประจำ สอบเข้าแล้วก็รับราชการ เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งตามอาวุโสไปจนเกษียณอายุ ไม่มีการมาโหวตรับรองโดยประชาชน
 
แต่ทั้งนี้ เนื่องจากตามทฤษฎีแล้ว 'อำนาจตุลาการ' เป็นหนึ่งในสามอำนาจอธิปไตยที่มาจากประชาชน ในเมื่ออำนาจบริหารและนิติบัญญัติต่างก็มีที่มาจากประชาชนผ่านการเลือกตั้งแล้ว อำนาจตุลาการก็ไม่ควรจะต่างกัน เพราะในเมื่อฐานอำนาจมาจากประชาชน การใช้อำนาจจึงต้องมีความยึดโยงกับประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เนื่องจากผู้พิพากษาจะต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง ปราศจากอคติ จึงให้ประชาชนโหวตรับรองเท่านั้น ไม่ใช่การเลือกตั้งเต็มรูปแบบ ไม่มีผู้สมัครคนอื่นมาแข่ง และไม่มีการหาเสียงแบบนักการเมือง นักวิชาการบางท่านก็ได้เสนอให้ผู้พิพากษาของไทยควรมีความยึดโยงกับประชาชนมากกว่านี้ เพราะปัจจุบันเราไม่สามารถตรวจสอบหรือถ่วงดุลอำนาจศาลได้เลย ทั้งๆ ที่ศาลใช้อำนาจจากประชาชน
 
อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ใช่ว่าจะสมบูรณ์แบบ เพราะก็มีข้อครหาเหมือนกันว่า ผู้พิพากษาพยายามล็อบบี้คนใหญ่คนโตให้ช่วยสนับสนุนตน หรือผู้พิพากษาพยายามตัดสินคดีโน้มเอียงไปยังข้างที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย แทนที่จะตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งกฎหมายและความยุติธรรม
 
ประเทศในระบบคอมมอนลอว์ (Common law) เช่น สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, แคนาดา ฯลฯ มักจะมีวัฒนธรรมการเมืองที่เน้นภาคประชาสังคม (civil society) มากกว่าภาครัฐ คือ ประชาชนทุกคนจะต้องรู้สิทธิและหน้าที่ของตน เรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเองก่อนที่จะไปพึ่งรัฐ มีส่วนร่วมทางสังคม เป็นต้น เช่น การใช้ระบบลูกขุน (jury) ที่ให้ประชาชนมีหน้าที่และมีส่วนร่วมในการตัดสินคดีโดยใช้สามัญสำนึกของคนทั่วๆ ไป หรือการไม่บังคับให้มี 'บัตรประชาชน' (National ID Card) เพราะเป็นการที่ภาครัฐเข้าไปยุ่งกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากเกินไป ... ในขณะที่ประเทศในระบบประมวลกฎหมาย (civil law) มักจะเน้นภาครัฐมากกว่าประชาชน ประเทศชาติโดยรวมจะต้องสำคัญกว่าปัจเจกบุคคล อย่างที่ใช้กันในประเทศไทย
 
 
 
 
คณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) มีจำนวน 538 คน ซึ่ง 'กลุ่มคน' เหล่านี้คือตัวจริงที่จะไปเลือกประธานาธิบดีสหรัฐฯ ... แล้ว 538 คนนี่มาจากไหนล่ะ?
 
จำนวน 538 คนนี้มีที่มาจาก จำนวนสส.และสว. รวมกัน ก็คือ 435 (สส.) + 100 (สว.) = 535 คน ส่วนอีก 3 คนที่เหลือเป็นผู้แทนที่มาจากกรุงวอชิงตัน ดี. ซี. ซึ่งดังที่ได้อธิบายไปแล้ว ดีซีไม่ใช่รัฐ จึงไม่มีสส.และสว. แต่มีผู้แทนที่ไม่มีสิทธิออกเสียง แต่เนื่องจากเป็นเมืองหลวง มีประชากรอาศัยอยู่มาก สภาคองเกรสจึงอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้พลเมืองดีซีมีสิทธิเลือกประธานาธิบดีเช่นเดียวกับคนอเมริกันที่อาศัยอยู่ในรัฐอื่นๆ (ผ่านการเพิ่มเติมบทบัญญัติรัฐธรรมนูญครั้งที่ 23 (Amendment XXIII) เมื่อปี 1961) จึงรวมเป็น 538 คน
 
คน 538 คนนี้เขาเรียกว่า "ผู้เลือกตั้ง" (elector) ไม่ได้เป็นสส.หรือสว. แต่เป็นกลุ่มคนที่มาจากการเลือกใหม่ทั้งสิ้น เพียงแค่มีจำนวนเท่ากับสส.และสว.เท่านั้น นั่นเท่ากับว่า รัฐทุกรัฐจะต้องมีผู้เลือกตั้งอย่างน้อย 3 คน เพราะทุกรัฐจะต้องมีสส. อย่างน้อย 1 คน และสว. 2 คน
 
 
จำนวนผู้เลือกตั้ง (elector) ในแต่ละรัฐ
สีส้มคือรัฐถูกลดจำนวนผู้เลือกตั้งลง (-)
สีน้ำเงินคือรัฐที่เพิ่มจำนวนผู้เลือกตั้ง (+)
 
เพราะฉะนั้นรัฐที่มีจำนวนประชากรมาก เช่น แคลิฟอร์เนีย (55), เท็กซัส (38), นิวยอร์ค (29), ฟลอริดา (29), อิลลินอยส์ (20), เพนน์ซิลเวเนีย (20) ฯลฯ จะมีจำนวนผู้เลือกตั้งมาก ในขณะที่รัฐประชากรน้อย เช่น มอนแทนา (3),  แอริโซนา (5), เวอร์มอนต์ (3), เมน (4) ฯลฯ ก็จะมีจำนวนผู้เลือกตั้งน้อย
 
ในทุกๆ สิบปี สหรัฐฯ จะจัดทำสำมะโนประชากรขึ้น ซึ่งทำให้มีการปรับสัดส่วนจำนวนสส.ในแต่ละรัฐให้เป็นธรรมมากขึ้นด้วย รัฐที่ประชากรน้อยลง ก็จะถูกปรับสส.ให้มีจำนวนลดลง ในทางกลับกัน รัฐที่มีประชากรมาก ก็จะเพิ่มจำนวนสส.ให้ แต่ทั้งนี้ต้องห้ามเกินลิมิต 435 คน
 
ซึ่งภายหลังการสำรวจสำมะโนประชากรปี 2010 (2010 census) แล้ว รัฐอุตสาหกรรมเดิม อย่างเช่น นิวยอร์ค, อิลลินอยส์, โอไฮโอ มีจำนวนผู้เลือกตั้งน้อยลง เพราะประชากรเริ่มหนีออกไปตั้งถิ่นฐานในรัฐอุตสาหกรรมใหม่อย่างเท็กซัส, วอชิงตัน, ฟลอริดา เป็นต้น
 
 
 
คราวนี้ในแต่ละรัฐก็จะมีกฎหรือวิธีการให้คะแนนผู้เลือกตั้ง (electoral vote) แตกต่างกันไป โดยใน 48 รัฐ (ยกเว้นเมนและเนแบรสกา) จะใช้ระบบ Winner-take-all ส่วนเมนและเนแบรสกาใช้ระบบ Congressional district method
 
ระบบ Winner-take-all (WTA) ก็คือ ระบบที่ให้คะแนนผู้เลือกตั้งทั้งหมดกับผู้สมัครที่ได้เสียงข้างมากทั้งรัฐนั้น (statewide popular vote) เช่น ในปี 2004 จอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) ชนะจอห์น แคร์รี (John Kerry) ในรัฐเท็กซัส (38), โอไฮโอ (20), ฟลอริดา (27) บุชก็จะได้คะแนนผู้เลือกตั้งทั้งหมดไปเลย ก็คือ 38+20+27 = 85 คะแนน
 
 
 
 
ส่วนระบบ Congressional district method (CD) ก็คือระบบที่แบ่งคะแนนผู้เลือกตั้งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก แบ่งให้กับผู้สมัครที่ได้เสียงข้างมากในแต่ละเขตการเลือกตั้งสส. (Congressional district) เช่น เนแบรสกามี 3 เขตการเลือกตั้ง ซึ่งในปี 2008 จอห์น แมคเคน (John McCain) เอาชนะบารัค โอบามา (Barack Obama) 2 เขตการเลือกตั้ง โอบามาเอาชนะไปได้ 1 เขตการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น แมคเคนก็ได้ไป 2 คะแนน โอบามาได้ไป 1 คะแนน
 
และอีกส่วนหนึ่งก็ให้กับผู้สมัครที่ได้เสียงข้างมากทั้งรัฐนั้น (แบบเดียวกับระบบ WTA) เช่น ในเนแบรสกา แมคเคนได้คะแนนเสียง 4 แสน 3 ส่วนโอบามาได้ไป 3 แสน 3 เพราะฉะนั้นแมคเคนก็ได้คะแนนผู้เลือกตั้งไป 2 คะแนน
 
ดังนี้ ในปี 2008 รัฐเนแบรสกาจึงให้คะแนนผู้เลือกตั้ง 4 คะแนนแก่แมคเคน, 1 คะแนนแก่โอบามา ซึ่งระบบแบบนี้ใช้ในเฉพาะเมนและเนแบรสกาเท่านั้น

 
 
 
สรุปทั้งหมดก็คือ ใน 538 เสียงนี้ ใครได้เสียงข้างมากเด็ดขาด (absolute majority) ซึ่งก็คือเกินกว่าครึ่งหนึ่ง (269) ก็จะเป็นผู้ชนะไป เพราะฉะนั้นใครได้ 270 ก็ชนะไปในทันที
 
แต่ถ้าหากทั้งคู่เสมอกัน คือได้ 269-269 หรือ ไม่มีใครได้เสียงข้างมากเด็ดขาด เขาก็จะเข้าสู่กระบวนการ 'เลือกตั้งฉุกเฉิน' (contingent election) โดยโยนไปให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกประธานาธิบดี และให้วุฒิสภาเลือกรองประธานาธิบดี  ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 1824
 
 
ในปี 1824 นั้น แอนดรูว์ แจ็คสัน (Andrew Jackson) ได้ 99 คะแนนผู้เลือกตั้ง, จอห์น ควินซี แอดัมส์ (John Quincy Adams) ได้ 84 คะแนนผู้เลือกตั้ง, วิลเลียม ครอว์ฟอร์ด (William Crawford) ได้ 41 คะแนนผู้เลือกตั้ง และประธานสภาผู้แทนฯ เฮนรี เคลย์ (Henry Clay) ได้ 37 คะแนนผู้เลือกตั้ง
 
ครั้งนั้นคณะผู้เลือกตั้งมี 261 คน (ต้องได้ 131 คะแนนถึงจะชนะ) แต่เนื่องจากเสียงแตก จึงต้องมีการเลือกตั้งฉุกเฉิน ซึ่งปรากฎว่าสภาผู้แทนฯ กลับโหวตให้แอดัมส์เป็นผู้ชนะ ทั้งๆ ที่ได้คะแนนผู้เลือกตั้งเป็นอันดับสองในรอบแรก กลายเป็นประธานาธิบดีคนที่ 6 แห่งสหรัฐอเมริกา ... แต่อีกสี่ปีต่อมา แจ็คสันก็ล้างแค้นเอาชนะไปได้ขาดลอย
 
คณะผู้เลือกตั้งเป็นใคร? ตามความเข้าใจของคนทั่วไป จะคิดว่าเมื่อมีการเลือกตั้งและประกาศว่าใครเป็นผู้ชนะตามสื่อต่างๆ พร้อมกับมีการออกมาประกาศยอมแพ้ ประกาศยอมรับชัยชนะนั้น ถือว่าการเลือกตั้งสิ้นสุดแล้ว แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่ การที่สื่อต่างๆ ออกมาประกาศว่ารัฐนี้รัฐนั้น ตกเป็นของผู้สมัครจากเดโมแครตหรือรีพับลิกัน แล้วก็นับคะแนนผู้เลือกตั้งกันให้ดู ใครถึง 270 ก่อนก็จะประกาศให้เป็นผู้ชนะ (ปี 2008 และ 2012 สื่อประกาศให้โอบามาเป็นผู้ชนะประมาณ 50 นาทีหลังจากปิดหีบเลือกตั้งเท่านั้นเอง) นั้นเป็นเรื่องของสื่อเท่านั้น
 
    
 
นั่นเป็นการใช้ฐานข้อมูลประชากรของรัฐนั้น มาวิเคราะห์กับ Exit poll (ที่นู่นแม่นกว่าเมืองไทยหลายเท่า) และความคืบหน้าการนับคะแนน ว่าเคาน์ตี (county) นี้หรือรัฐนี้ รีพับลิกันเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าคะแนนออกมาไม่พลิกโผ เขาก็จะประกาศให้ใครเป็นผู้ชนะในรัฐนั้นๆ ได้เลย (ทั้งๆ ที่บางทีนับคะแนนไปแค่ 10-20% เท่านั้น)
 
ผู้เลือกตั้ง (elector) ในแต่ละรัฐ จะมีที่มาไม่เหมือนกัน บางรัฐก็จัดให้มีเลือกตั้งขั้นต้น (primaries) ซะก่อน บางรัฐก็ได้มาจากการสรรหา แล้วแต่รัฐจะกำหนด ซึ่งในวันเลือกตั้งนั้น (วันอังคารถัดจากวันจันทร์แรกของเดือนพฤศจิกายน) ประชาชนจะออกไปเลือก "ผู้เลือกตั้ง" ไม่ใช่ประธานาธิบดี
 
ในบัตรเลือกตั้งนั้น บางรัฐจะมีชื่อ ผู้สมัครประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีอย่างเดียว บางรัฐก็มีชื่อ 'ผู้เลือกตั้ง' ติดพ่วงเข้ามาด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าบัตรเลือกตั้งจะเขียนชื่อใคร การโหวตนั้นถือเป็นการโหวตให้ 'ผู้เลือกตั้ง' มิใช่ผู้สมัครประธานาธิบดีหรือรองประธานาธิบดี
 
 
   
บัตรเลือกตั้งในปี 2008 (ซ้าย) และ 2012 (ขวา)
 
 
ผู้เลือกตั้งเหล่านี้เหมือนสัญญากับประชาชนไว้ว่า หากเลือกเขาแล้ว เขาก็จะโหวตให้กับผู้สมัครประธานาธิบดี/รองประธานาธิบดีคนนั้นคนนี้ตามที่ได้ตกลงไว้ ประชาชนทั้งหลายก็จะออกไปโหวตให้กับ 'ผู้เลือกตั้ง' เพราะเขาจะไปโหวตให้กับคนที่เราอยากให้เป็นประธานาธิบดี ซึ่งเมื่อเลือกกันเสร็จแล้ว 'ผู้เลือกตั้ง' ทั้งหลายที่ได้คะแนนสูงสุดในรัฐนั้น ก็จะไปประชุมกันที่เมืองหลวงของรัฐ ในวันจันทร์ถัดจากวันพุธที่สองของเดือนธันวาคม (ประมาณกลางเดือนธันวาคม) เพื่อไปลงคะแนนเสียงอย่างเป็นทางการให้กับผู้สมัครประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี และในการลงคะแนนเสียงนั้น จะมีพิธีเปิด, การอ่าน Certificate of Ascertainment, มีการโหวต, มีการขานชื่อ ต่างๆ นานา คล้ายๆ กับการประชุมสภาเลยทีเดียว
 
ตามประเพณีแล้ว 'ผู้เลือกตั้ง' จะต้องโหวตให้กับผู้สมัครที่ตนเองสัญญาว่าจะโหวตให้ เช่น A สัญญาว่าจะโหวตให้โอบามา เมื่อ A ได้รับเลือกจากประชาชนแล้ว A ก็ต้องโหวตให้กับโอบามาในพิธีลงคะแนนเสียง แต่มันก็อาจจะเกิดกรณีหักหลังขึ้นมาก็ได้ คือ A กลับไปโหวตให้กับแมคเคน ไม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ เขาจึงเรียกคนเหล่านี้ว่า 'ผู้เลือกตั้งไร้สัจจะ' (Faithless elector)
 
แต่ปัจจุบันกรณีหักหลังมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากแล้ว เพราะมีรัฐถึง 24 รัฐออกกฎหมายลงโทษพฤติกรรมแบบนี้ และเนื่องจากการสื่อสารมันเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในปัจจุบัน ผู้เลือกตั้งก็ไม่กล้าเสี่ยงให้ตนเองถูกครหาหรือโดนประชาชนด่า ...
 
และอีกกรณีนึงก็คือ ผู้เลือกตั้งไม่ยอมโหวตให้ใครเลย เขาจะเรียกว่า 'ผู้เลือกตั้งไม่ลงคะแนนเสียง (Unpledged elector) ในบางครั้งก็มีการเผลอโหวตผิดคนด้วย แต่ก็ไม่ถือว่าซีเรียสอะไรถ้าผลการเลือกตั้งยังคงเหมือนเดิม
 
ท้ายที่สุด ในวันที่ 6 มกราคมปีถัดไป ก็จะมีการประชุมในสภาคองเกรส คือทั้งสส.และสว. มาร่วมกันนับและประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือว่าวันนี้เป็นวันที่ผู้ชนะได้รับการเลือกตั้งอย่างสมบูรณ์ (ไม่ใช่วันเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน) และจะมีพิธีสาบานตนในวันที่ 20 มกราคม และเริ่มดำรงตำแหน่งตั้งแต่บัดนั้น
 
 
 
 
 
1. ผู้ชนะ Electoral vote กับ Popular vote เป็นคนละคนกัน ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เกิดมาแล้วถึง 3 ครั้งด้วยกัน คือในปี 1876, 1888 และ 2000
 
 
รูเธอร์ฟอร์ด บี. เฮยส์ (Rutherford B. Hayes) ชนะแซมวล ทิลเดน (Samuel Tilden) 185-184 เสียง
แม้ว่าจะได้คะแนนเสียงน้อยกว่าเกือบ 3 แสนก็ตาม
 
 
เบนจามิน แฮร์ริสัน (Benjamin Harrison) ชนะโกรเวอร์ คลีฟแลนด์ (Grover Cleveland) ไปได้ 233 ต่อ 168 เสียง
แม้ว่าจะได้คะแนนเสียงน้อยกว่าแสนเสียง
 
 
จอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) ชนะอัล กอร์ (Al Gore) ไปได้ 271-266
แม้จะได้คะแนนเสียงน้อยกว่า 5 แสนเสียงก็ตาม
 
ในปี 2000 นี้ถือว่ามีปัญหามากที่สุด เพราะก่อนจะมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการนั้น มีเพียงรัฐฟลอริดาเพียงรัฐเดียวที่ยังนับไม่เสร็จ และมีปัญหาเรื่องการนับคะแนน ผลการเลือกตั้งทั้งประเทศในตอนนั้นปรากฎว่า กอร์นำบุชอยู่ 266 ต่อ 246 คะแนน สูสีมาก ... หากใครชนะฟลอริดา ก็ถือว่าเป็นผู้ชนะเลือกตั้งเลย เพราะจะได้คะแนนผู้เลือกตั้งไปทั้ง 25 คะแนน (291 ต่อ 246 หากกอร์ชนะ, 266 ต่อ 271 หากบุชชนะ)
 
ผลปรากฎว่า บุชได้เสียงมากกว่าเพียง 537 เสียงเท่านั้น (2,912,790 ต่อ 2,912,253) คิดเป็นเปอร์เซนต์แล้วเฉือนเอาชนะไปเพียง 0.009% ทำให้บุชได้คะแนนผู้เลือกตั้ง 25 คะแนนไปทันที และชนะการเลือกตั้งไปด้วยคะแนนผู้เลือกตั้ง 271 ต่อ 266 คะแนน ทั้งๆ ที่คะแนนเสียงทั้งประเทศรวมกันจะได้น้อยกว่ากอร์ถึง 5 แสนเสียง
 
เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นที่ครหาว่ามีการโกงการเลือกตั้ง มีการนับผิดพลาด สารพัดสารเพ เพราะผู้ว่าการรัฐฟลอริดาขณะนั้นคือ เจบ บุช (Jeb Bush) น้องชายแท้ๆ ของจอร์จ บุชนั่นเอง ภายหลังเรื่องนี้ขึ้นสู่ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ แต่ศาลก็ยืนยันในผลการเลือกตั้งเดิมอยู่ดี
 
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีผู้เสนอให้การเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นการเลือกตั้งโดยตรง ไม่ใช่โดยอ้อมอีกต่อไป เพราะในเมื่อเป็นชาวอเมริกันเหมือนกันทุกคน ก็ใช้คะแนน popular vote ของคนทั้งประเทศมาตัดสิน จึงจะเป็นธรรมและเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด อย่างไรก็ตามนักการเมืองจากพรรครีพับลิกันก็ไม่ค่อยให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากนัก เพราะฝายตนเป็นฝ่ายได้เปรียบในระบบนี้ จึงไม่ต้องการให้เปลี่ยนไปใช้ระบบสากล โดยใช้เหตุผลเรื่อง การถ่วงดุลรัฐใหญ่ มาสนับสนุน (ซึ่งจะได้อธิบายในหัวข้อถัดๆ ไป)
 
รัฐที่มีการเสนอให้เปลี่ยนระบบจาก WTA มาเป็น CD
สังเกตว่าเป็นรัฐที่โอบามาชนะในการเลือกตั้งปี 2008 และ 2012 แต่รัฐบาลของรัฐ (ท้องถิ่น) ถูกควบคุมโดยพรรครีพับลิกัน
 
ที่น่าตกใจก็คือภายหลังจากการเลือกตั้งปี 2012 นักการเมืองรีพับลิกันในหลายรัฐพยายามเสนอให้รัฐตนเองเปลี่ยนจากการใช้ระบบ winner-take-all มาเป็น congressional district method เนื่องจากรีพับลิกันได้เปรียบในการเลือกตั้งสส.เป็นอย่างมาก เพราะอะไร?
 
ภายหลังจากการเลือกตั้งปี 2010 กลุ่ม Tea Party ซึ่งเป็นกลุ่มอนุรักษนิยมขวาจัดของพรรครีพับลิกันขึ้นมามีบทบาทและชนะการเลือกตั้งท้องถิ่นและในรัฐต่างๆ อย่างถล่มทลาย ทำให้ครองอำนาจในสภารัฐ ผู้ว่าการรัฐ และตำแหน่งอื่นๆ อีกมากมาย และใช้อำนาจนั้นในการกำหนดเขตการเลือกตั้งสส.ที่เข้าข้างตนเอง (สหรัฐฯ ไม่มีกกต. แต่เป็นอำนาจของรัฐบาลแต่ละรัฐที่จะกำหนดเขตการเลือกตั้งเอาเอง)
 
วิธีการนี้เขาเรียกว่า gerrymandering คือการกำหนดเขตการเลือกตั้งเพื่อประโยชน์ทางการเมือง
 
 
ดังภาพจะเห็นได้ว่า วงกลม 1 วงแทนประชาชน 1 คน ที่โหวตให้พรรคสีน้ำเงินหรือพรรคสีแดง โดยทั้งสามกล่องมีคนโหวตให้พรรคสีน้ำเงิน 9 คน และพรรคสีแดง 6 คนเหมือนกัน (สัดส่วนทั้งกล่องคือ 3:2)
 
ในกล่องแรกนั้น หากกำหนดเขตเลือกตั้งตามนี้ พรรคสีน้ำเงินก็จะได้สส. 3 คน (3:2, 3:2, 3:2) ในขณะที่พรรคสีแดงไม่ได้สส.เลย ซึ่งไม่ค่อยเป็นไปตามสัดส่วนของทั้งกล่องเท่าไหร่นัก
 
ในกล่องที่สองนั้น พรรคสีน้ำเงินจะได้สส. 2 คน (3:2, 4:1) ในขณะที่สีแดงจะได้สส. 1 คน (2:3) ซึ่งใกล้เคียงกับสัดส่วนทั้งกล่องมากกว่า
 
ในขณะที่กล่องที่สาม พรรคสีน้ำเงินจะถูกยัดให้ไปอยู่ในเขตเดียว ทำให้ได้สส.เพียง 1 คน (5:0) ในขณะที่กำหนดเขตเลือกตั้งที่ให้สีแดงได้เปรียบ โดยกระจายสีน้ำเงินไปต่างเขตกัน แต่ต้องไม่มากกว่าสีแดง ทำให้สีแดงมีสส.ถึง 2 คน (3:2, 3:2) ... ซึ่งวิธีนี้พรรครีพับลิกันนิยมใช้มากที่สุด เพราะฐานเสียงตนเองอยู่นอกเมือง จึงจับให้ฐานเสียงเดโมแครตกระจุกตัวกันอยู่ในเขตเลือกตั้งเดียว เช่น
 
 
   
 
เขตการเลือกตั้ง 12 นอร์ธแคโรไลนา (NC-12) มีลักษณะเหมือนงูเลื้อย โดยเอาคนเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ (ฐานเสียงเดโมแครต) อัดรวมกันอยู่ในเขตการเลือกตั้งเดียว จึงเป็นเขตปลอดภัยของเดโมแครต (Safe Democratic) และทำให้ในเขตเลือกตั้งรอบๆ มีจำนวนฐานเสียงเดโมแครตน้อยลง รีพับลิกันจึงชนะง่ายขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดจากการที่รีพับลิกันรับชัยชนะใน 4 เขตจาก 5 เขตเลือกตั้งรอบๆ เขต 12
 

 
เขตการเลือกตั้ง 23 แคลิฟอร์เนีย (CA-23) ก็เช่นเดียวกัน เขตนี้ได้ฉายาว่า ริบบิ้นแห่งความอับอาย (Ribbon of Shame) เพราะมีลักษณะคล้ายริบบิ้นยาวๆ ที่ถูกวาด/กำหนดโดยนักการเมือง โดยเขตนี้ได้เอาคนเมือง โดยเฉพาะที่อาศัยริมชายฝั่งแปซิฟิคมาอัดรวมกันไว้ในเขตเดียว ซึ่งทำให้เป็นเขตไม่น่าแข่งขัน (uncompetitive) เพราะเอาฐานเสียงเดโมแครตมากระจุกไว้ที่เดียว
 
 
อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ เขตการเลือกตั้ง 4 อิลลินอยส์​ (IL-04) ที่มีฉายา 'ที่ปิดหูกันหนาว' (Earmuff) เนื่องจากมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ก็อัดฐานเสียงเดโมแครตในชิกาโก (Chicago) ไว้ที่เขตเดียว
 
จะเห็นได้ว่ากำหนดเขตเลือกตั้งต่างกัน ก็ทำให้จำนวนสส.ต่างกันได้ และผลการเลือกตั้งสส.ปี 2012 สะท้อนวิธีการ gerrymandering มาก เพราะเดโมแครตได้คะแนนเสียง 59,536,235 (49%) ในขณะที่รีพับลิกัน
57,972,629 (47.7%) แต่กลับกลายเป็นว่ารีพับลิกันได้จำนวนสส. 234 คน ส่วนเดโมแครตได้เพียง 201 คนเท่านั้น
 
ซึ่งถ้าหากเปลี่ยนไปใช้ระบบ Congressional district method แล้ว ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2012 อาจพลิกไปในอีกทางหนึ่งก็ได้ เพราะมิตต์ รอมนีย์ (Mitt Romney) จะได้จำนวนคะแนนผู้เลือกตั้งมากกว่าโอบามาอย่างแน่นอน ทั้งๆ โอบามาได้คะแนน popular vote มากกว่าถึง 5 ล้านเสียง
 
อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการเสนอวิธีการแบบนี้ ก็เกิดข้อวิพากย์วิจารณ์เป็นอย่างมาก เพราะมันขัดต่อหลักประชาธิปไตยและความเป็นธรรม ซึ่งทำให้รัฐต่างๆ ยังไม่กล้าเปลี่ยนแปลงวิธีการให้คะแนนผู้เลือกตั้ง ไว้ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงจะมาอัพเดตข้อมูลให้ทราบกันนะครับ
 
 
2. ผู้สมัครจะลงหาเสียงเฉพาะในรัฐ Swing State
 
สีที่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองนั้น ปกติแล้ว ...
สีแดง จะหมายถึง ฝ่ายซ้าย/สังคมนิยม/เสรีนิยม/หัวก้าวหน้า
สีน้ำเงิน จะหมายถึง ฝ่ายขวา/ทุนนิยม/อนุรักษนิยม/หัวโบราณ
 
แต่ในสหรัฐอเมริกานั้นใช้สลับกับทั่วโลก คือ
พรรคเดโมแครติค (หัวก้าวหน้า) ใช้สีน้ำเงิน
พรรครีพับลิกัน (หัวโบราณ) ใช้สีแดง
 
ซึ่งในประวัติศาสตร์แล้ว พรรคทั้งสองพรรคก็ใช้สองสีนี้สลับกันมาโดยตลอด ไม่ได้ระบุว่าสีไหนเป็นของพรรคใด แค่ใช้สีแดงหรือน้ำเงินก็พอ เพราะเป็นสีของธงชาติ ซึ่งภายหลังจากการเลือกตั้งปี 2000 สื่อมวลชนส่วนใหญ่ก็ได้พร้อมใจกันใช้สีแดงแทนพรรครีพับลิกัน และสีน้ำเงินแทนพรรคเดโมแครติคบนแผนที่การเลือกตั้ง ทำให้เป็นที่นิยมและยึดถือกันเรื่อยมา (เพิ่งมาใช้แค่ 10 กว่าปีนี้เอง)
 
* สังเกตว่าภาพประกอบที่เป็นผลการเลือกตั้งในปี 1876, 1888 และ 2000 ข้างบนนู้น ยังใช้สีสลับกันอย่างในอดีตอยู่ คือรีพับลิกันน้ำเงิน เดโมแครติคแดง (ถ้าเป็นปัจจุบัน สีจะสลับกันแล้ว)
 
 
รัฐสีแดง รัฐสีน้ำเงิน และรัฐสีม่วง โดยทั่วๆ ไป
 
ดังนั้นในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง รัฐที่ยังไงรีพับลิกันก็ชนะอยู่แล้ว เขาจะเรียกว่า "รัฐสีแดง" (Red state) ในทางกลับกัน รัฐที่เดโมแครตชนะชัวร์ เขาจะเรียกว่า "รัฐสีน้ำเงิน" (Blue state) ...
 
ซึ่งทำให้รัฐที่เหลือ ที่ยังไม่แน่ไม่นอนว่าใครจะชนะ ถูกเรียกว่า "รัฐแกว่ง" (Swing State) คืออาจจะแกว่งไปหาใครก็ได้ แกว่งไปทางรีพับลิกัน หรือแกว่งไปทางเดโมแครต ในบางครั้งก็เรียกว่า "รัฐสีม่วง" (Purple state) ไม่ใช่รัฐเกย์หรือว่าอะไร แต่เป็นการเอาสีแดงกับสีน้ำเงินมารวมกันนั่นเอง หรือเรียกว่า "รัฐสมรภูมิ" (Battleground state) เพราะมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดมาก!
 
 
  
 
(ซ้าย) รัฐ swing state ในการเลือกตั้งปี 2008
(ขวา) รัฐ swing state ในการเลือกตั้งปี 2012
 
 
รัฐ swing state ในการเลือกตั้งแต่ละครั้งก็จะแตกต่างกันไป เพราะผู้สมัครคนละคนกัน ประชากรในพื้นที่เปลี่ยนไป นโยบายผู้สมัครหรือพรรคเปลี่ยนไป กระแสเปลี่ยนไป ฯลฯ
 
 
ปี 2004: บุช/เชนีย์ (รีพับลิกัน) vs. แคร์รี/เอ็ดเวิร์ด (เดโมแครติค)
(ซ้าย) มือ 1 มือ แสดงถึง จำนวนครั้งที่ผู้ชิงตำแหน่งปธน.และรองปธน.จากทั้งสองพรรคไปหาเสียงช่วง 5 สัปดาห์สุดท้าย
(ขวา) $ 1 ตัว แสดงถึงเงินจำนวน 1 ล้านดอลลาร์ที่ผู้สมัครทั้งสองพรรคใช้จ่ายในการหาเสียงในแต่ละรัฐในช่วงเวลาเดียวกัน
 
ปัญหาก็คือนักการเมืองจะไปหาเสียง เอาเงินไปจ่ายค่าโฆษณาเป็นหลายล้านดอลลาร์ในรัฐ swing state เท่านั้น ในขณะที่รัฐอื่นๆ จะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ เพราะรู้อยู่แล้วว่าใครจะชนะ ไปหาเสียงก็เปล่าประโยชน์ เพราะไม่มีทางตีตื้นขึ้นมาได้ กลายเป็นว่าคนในรัฐ swing state เปลี่ยนสถานะเป็นคนเลือกประธานาธิบดีไปแทน ในขณะที่คนในรัฐอื่นถูกทำให้ดูเหมือนไม่มีความหมาย
 
ขอแทรกเกร็ดความรู้อีกนิดนึง คือในสมัยก่อนเนี่ย มันมีศัพท์การเมืองคำนึงคือคำว่า Missouri bellwether (รัฐมิสซูรีทำนาย) หมายความว่า รัฐมิสซูรี เป็นเหมือนตัวทำนาย/ตัววัดว่าใครจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง เพราะมิสซูรีเลือกผู้สมัครที่ชนะการเลือกตั้งถูกทุกคน ตั้งแต่ปี 1904 จนถึง 2004 (ยกเว้น 1956 เพียงปีเดียว)
 
เนื่องจากมิสซูรีเป็นรัฐที่อยู่ตรงกึ่งกลางของประเทศ ทำให้ได้รับอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตก (West) และแอตแลนติค (Atlantic) อย่างเท่าๆ กัน เสมือนเป็นสหรัฐอเมริกาขนาดย่อม เพราะมีทั้งพื้นที่ชนบท (อนุรักษนิยม) และพื้นที่เมือง (หัวก้าวหน้า) ในสัดส่วนที่พอๆ กัน ทั้งยังเป็นศูนย์กลางค่าเฉลี่ยประชากร (mean center of population) คือเมื่อนำประชากรในสหรัฐฯ มาตีแผ่บนแผ่นกระดาษแล้ว จุดกึ่งกลางของการกระจายตัวประชากร จะอยู่ที่รัฐมิสซูรีพอดี​ ยิ่งไปกว่านั้น มิสซูรียังเคยเป็น 'รัฐพรมแดน' (Border state) ในสมัยสงครามกลางเมือง (Civil War) ที่ฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้สู้กัน ทำให้เป็นจุดผสมผสานวัฒนธรรมเหนือ-ใต้
 
รัฐมิสซูรี (Missouri) อยู่ทางตะวันตกตอนกลาง (Midwest) ของประเทศ
 
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการเลือกตั้งปี 2008 และ 2012 ชาวมิสซูรีโหวตให้กับผู้สมัครพรรครีพับลิกัน (แมคเคนและรอมนีย์) ในขณะที่ผู้ชนะการเลือกตั้งทั้งประเทศเป็นผู้สมัครจากพรรคเดโมแครติค (โอบามา) ทำให้หลายคนเริ่มมองว่า มิสซูรีอาจเสียสถานะผู้ทำนายผู้ชนะไปแล้วก็ได้ เพราะเริ่มเอียงรีพับลิกันมากขึ้นเรื่อยๆ
 
คนจึงหันไปมองรัฐโอไฮโอแทน เพราะชาวโอไฮโอโหวตให้กับผู้ชนะการเลือกตั้งมาตลอดตั้งแต่ปี 1896 (ยกเว้น 1944 และ 1960) จนมาถึงปัจจุบัน และน่าสังเกตว่าไม่มีผู้สมัครจากรีพับลิกันคนไหน ที่ชนะการเลือกตั้งแล้วไม่ชนะโอไฮโอด้วย ส่วนรัฐเนวาดาก็ไม่แพ้กัน เพราะโหวตให้กับผู้ชนะมาตลอดตั้งแต่ปี 1912 (พลาดครั้งเดียวปี 1976) อีกรัฐนึงคือรัฐนิวเม็กซิโก ที่โหวตให้กับผู้ชนะตั้งแต่ก่อตั้งรัฐขึ้นมา คือตั้งแต่ปี 1912 (ยกเว้น 1976 และ 2000) จนมาถึงปัจจุบัน
 
 
หากคำนวณเป็นเปอร์เซนต์แล้ว รัฐที่เลือกผู้ชนะมากที่สุดเรียงได้ดังนี้
1. เนวาดา 96% (ถูก 24 ครั้งจาก 25 ครั้ง)
2. โอไฮโอ 93.1% (ถูก 27 ครั้งจาก 29 ครั้ง)
3. นิวเม็กซิโก 92% (ถูก 23 ครั้งจาก 25 ครั้ง)
4. มิสซูรี 88.89% (ถูก 24 ครั้งจาก 27 ครั้ง)
 
 
3. ทำให้คนออกมาเลือกตั้งน้อยลง ดังที่ได้อธิบายไปแล้ว ประชาชนที่อาศัยในรัฐอื่นๆ นอกเหนือจาก swing state จะรู้สึกถูกละเลย ไม่ได้รับความสนใจ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนไม่เห็นความสำคัญในการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะออกมาโหวตยังไงก็ไม่พลิกล็อค
 
 
4. ระบบนี้เข้าข้างรัฐเล็กมากเกินไป (จะอธิบายในหัวข้อถัดไป เรื่องการถ่วงดุลรัฐใหญ่)
 
 
5. ส่งเสริมระบบสองพรรค ทำให้พรรคเล็กๆ เสียเปรียบ เพราะพรรคเล็กๆ ยิ่งไม่มีโอกาสชนะ ถ้าไม่มีฐานเสียงขนาดใหญ่ในรัฐใดรัฐหนึ่ง
 
อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้สนับสนุนระบบนี้ โดยให้เหตุผลว่า:
 
1. ระบบนี้ถ่วงดุลรัฐใหญ่ เพราะในเมื่อสหรัฐอเมริกาเชื่อในหลักการสิทธิของรัฐ (State's right) ตามการบัญญัติเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 10 (Amendment X) ที่รักษาสิทธิของประชาชนในรัฐเล็กๆ ประชากรน้อยๆ เพื่อไม่ให้รัฐใหญ่ๆ ประชากรเยอะๆ เป็นผู้ตัดสินการเลือกตั้งแต่ฝ่ายเดียว
 
 
 
ดังภาพ แคลิฟอร์เนียเป็นรัฐใหญ่ เพียงรัฐเดียวมีประชากรถึง 38 ล้านคน จึงมีคะแนนผู้เลือกตั้ง 55 คะแนน แต่เพื่อเป็นการถ่วงดุลรัฐใหญ่ หากนำรัฐเล็กๆ 11 รัฐมารวมกัน แม้จะมีประชากรเพียงแค่ 23.8 ล้านคน แต่กลับมีคะแนนเสียงผู้เลือกตั้งรวมกันถึง 55 คะแนนเท่ากับแคลิฟอร์เนีย ทั้งๆ ที่มีประชากรน้อยกว่าถึง 14 ล้านคน
 
จึงเป็นการลดการผูกขาดของประชากรรัฐใดรัฐหนึ่ง ทำให้ประธานาธิบดีต้องได้รับคะแนนเสียงที่มาจากหลากหลายภูมิภาค มิใช่มาจากคนเมืองเพียงอย่างเดียว
 
2. ส่งเสริมระบบสองพรรค ก็สามารถเป็นข้อดีได้เช่นกัน เนื่องจากทำให้ระบบการเมืองค่อนข้างเสถียร ไม่มีพรรคเล็กพรรคน้อยมาก่อกวนหรือสร้างความวุ่นวายได้
 
และนี่ก็คือระบบการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาครับ หากใครมีข้อสงสัยอะไร ก็โพสต์ถามตามสบายได้เลยนะครับ ขอบคุณครับ :)

edit @ 16 Mar 2013 22:16:41 by chadiousburg.

free counters Flag Counter