หลังจากที่ได้โพสต์วิดีโอไปเมื่อหลายเดือนก่อน พอมีเวลาว่างก็เลยมานั่งเขียนบทความเกี่ยวกับการเลือกตั้งสหรัฐฯ กันสักที เผื่อจะได้เก็บตกรายละเอียดที่ไม่ได้พูดไว้ในวิดีโอ และเนื่องจากวิดีโอมันยาวกว่า 50 นาที บางคนอาจจะขี้เกียจดูจนจบ อ่านเป็นตัวอักษรอาจจะเพลินตากว่า เข้าใจง่ายกว่า ก็แล้วแต่คนจะชอบนะครับ
 
เนื้อหาที่จะเขียนนี้ ก็เป็นเนื้อหาเดียวกับในวิดีโอนั่นแหละ ก็คืออธิบายว่า การเลือกตั้งระดับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เขาเลือกกันด้วยวิธีใด เลือกกันเมื่อไหร่ และมีรายละเอียดอะไรน่าสนใจบ้าง ซึ่งผมก็จะพยายามแทรกเกร็ดสาระที่เกี่ยวกับการเมืองสหรัฐฯ มาให้อ่านกันด้วย สำหรับการเลือกตั้งขั้นต้น (primaries/caucuses) ที่เป็นการเลือกตั้งภายในพรรคเพื่อหาตัวแทนมาชิงนั้น จะขอยกไปไว้ในบทความถัดๆ ไปก็แล้วกันนะครับ
 
 
 
เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า แต่ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจก่อนว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม (indirect election) หมายความว่า ประชาชนเลือกผู้แทน และให้ผู้แทนไปเลือกประธานาธิบดี ตรงข้ามกับการเลือกตั้งโดยตรง (direct election) ที่ประชาชนจะออกไปใช้สิทธิเลือกประธานาธิบดีได้เลย เช่น ฝรั่งเศส, บราซิล, เกาหลีใต้และประเทศส่วนใหญ่ในโลกนี้
 
แต่ถ้ายังนึกไม่ออก ใกล้ๆ ตัว การเลือกนายกรัฐมนตรีของไทยก็เป็นการเลือกตั้งโดยอ้อมเช่นกัน เพราะประชาชนเลือกสส. และให้สส.ไปเลือกนายกรัฐมนตรีอีกทีหนึ่ง ต่างกับการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นายกเทศมนตรีเมืองพัทยา, นายกอบจ. ทั้งหลายที่เราเข้าคูหาไปเลือกคนๆ นั้นให้มาดำรงตำแหน่งทันที
 
 
 
 
 
ที่โยงเข้าถึงเรื่องนี้ก็เพราะว่าผมจะไปพูดอีกทีในหัวข้อ 'ปัญหาและข้อโต้แย้ง' ข้างล่างครับ
 
 
 
Federal คือสหพันธรัฐ (บางครั้งเรียกว่า รัฐบาลกลาง) ส่วน State คือรัฐ (เดิมเรียกกันว่า มลรัฐ) ... ประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว (unitary state) คนไทยจึงอาจไม่คุ้นกับระบบนี้สักเท่าไหร่ แต่ในโลกนี้ สหรัฐอเมริกาและหลายๆ ประเทศเป็นรัฐรวม (state) กันไม่น้อย
 
ประเทศรัฐรวมส่วนใหญ่มักจะมีประวัติศาสตร์ในทำนองที่ว่า รัฐแต่ละรัฐเป็นเอกราช มีอิสระในการปกครองตนเอง แต่ภายหลังยอมตกลงที่จะรวมกับรัฐอื่นๆ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ใดประสงค์หนึ่ง เช่น อาณานิคม 13 แห่งของอังกฤษประกาศเอกราชเป็นรัฐอิสระ และภายหลังตกลงรวมกันเป็น 'สหรัฐอเมริกา' เพื่อร่วมกันต่อสู้อดีตเจ้าอาณานิคม เช่นเดียวกับอินเดีย มาเลเซีย ฯลฯ
 
ในการรวมรัฐนั้น รัฐแต่ละรัฐก็จะร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญและจัดตั้งสหพันธรัฐ (หรือรัฐบาลกลาง) ขึ้นมาปกครองโดยมีอำนาจจำกัด อำนาจหลักของรัฐบาลกลางคือ ดูแลเรื่องการทหาร การต่างประเทศ และการเงินการคลัง (ส่วนอำนาจอื่นเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับข้อตกลงแต่ละประเทศ) ในขณะที่รัฐแต่ละรัฐยังคงมีอำนาจทั้งบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการอยู่ซะเป็นส่วนใหญ่ (รัฐบาลกลางก็มีอำนาจสามฝ่ายเช่นเดียวกัน)
 
อาจพูดง่ายๆ ว่าแต่ละรัฐก็มีสภาพเหมือนเป็นประเทศในตัว เพียงแต่รวมกันอยู่ภายใต้การปกครองหลวมๆ ของรัฐบาลกลาง เพราะฉะนั้นจึงเกิดกรณีที่ว่า ฆ่าคนในรัฐนิวเจอร์ซีย์โทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต แต่ถ้าเดินข้ามไปฆ่าคนในรัฐเพนน์ซิลเวเนียเมื่อไหร่ โทษถึงประหารชีวิต หรือรัฐเวสต์เวอร์จิเนียกำหนดให้รถมีป้ายทะเบียนเฉพาะด้านหลัง ในขณะที่รัฐโอไฮโอกำหนดให้รถมีป้ายทะเบียนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ... เหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดในเมืองไทยเลย เพราะเมืองไทยเป็นรัฐเดี่ยว อำนาจสิทธิ์ขาดอยู่ที่รัฐบาลที่กรุงเทพฯ เท่านั้น
 
และที่ลืมไปไม่ได้คือ การบัญญัติเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 10 (10th Amendment)
 
 
 
หลักตามรัฐธรรมนูญนี้ยังคงเป็นหลักการที่กลุ่มอนุรักษนิยม (conservative) และอิสรภาพนิยม (libertarian) ยึดถือเป็นอุดมการณ์สำคัญทางการเมือง โดยมองว่ารัฐบาลกลางควรมีอำนาจน้อย ในขณะที่รัฐบาลของรัฐควรมีอำนาจมาก พร้อมกับยกโทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) และโรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) เป็นต้นแบบ คนกลุ่มนี้เป็นฐานเสียงหลักของพรรครีพับลิกันเลยทีเดียว
 
 
 
 
เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นประเทศที่ใหญ่มาก ทำให้มีการเลือกตั้งค่อนข้างถี่เมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดยทุกๆ สี่ปีจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีขึ้น จึงเรียกปีนั้นว่า ปีการเลือกตั้งประธานาธิบดี (Presidential election year)
 
ระหว่างสี่ปีที่รอเลือกตั้งประธานาธิบดีนั้น ปีที่สอง (คือปีกึ่งกลางระหว่างการรอสี่ปี) นั้นจะเรียกว่า ปีการเลือกตั้งกึ่งวาระ/กลางภาค (Midterm election year)
 
ส่วนปีที่เหลือคือปีแรกและปีที่สามระหว่างการรอนั้นเรียกว่า ปีการเลือกตั้งนอกปี (Off-year election year)
 
 
 
 
ในระดับสหพันธรัฐนั้น:
 
ผู้ใช้อำนาจบริหาร ซึ่งก็คือ ประธานาธิบดี (President) และรองประธานาธิบดี (Vice President) จะมีการเลือกตั้งทุกๆ 4 ปี (วาระ 4 ปี)
 
ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งก็คือ สมาชิกสภาคองเกรส (Member of Congress) โดยแบ่งเป็น
 
สภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) มีวาระ 2 ปี ประกอบไปด้วยสมาชิก 435 คน แบ่งสัดส่วนตามประชากรในทั้ง 50 รัฐ (เฉลี่ยแล้วจะมีสส. 1 คน ต่อประชากร 7 แสนคน) เพราะฉะนั้นรัฐที่มีประชากรเยอะ อย่างเช่น แคลิฟอร์เนีย (California) จะมีสส.ถึง 53 คน, เท็กซัส (Texas) มีสส. 36 คน, นิวยอร์ค (New York) และฟลอริดา (Florida) มีสส. 27 คน ในขณะที่รัฐประชากรน้อย อย่างเช่น มอนแทนา (Montana), นอร์ธดาโคตา (North Dakota), เซาธ์ดาโคตา (South Dakota) มีสส.เพียง 1 คนเท่านั้น
 
ในขณะที่กรุงวอชิงตัน ดี. ซี. ซึ่งเป็นดินแดนของรัฐบาลกลาง (หรือดินแดนอื่นๆ ของสหรัฐ เช่น เปอร์โตริโก, กวม, หมู่เกาะมาเรียนาเหนือ ฯลฯ) ไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐ จึงไม่สามารถมีสส.หรือสว.ได้ มีได้แต่เพียง 'ผู้แทน' (delegate) เข้าไปร่วมประชุมในสภาคองเกรส แต่ไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง ซึ่งวอชิงตัน ดี. ซี. มีผู้แทนประเภทนี้ 3 คน
 
 
จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (Member of the House of Representatives) ในแต่ละรัฐ
ตามการสำรวจสำมะโนประชากรปี 2010
 
 
วุฒิสภา (Senate) มีวาระ 6 ปี ประกอบไปด้วยสมาชิก 100 คน โดยที่แต่ละรัฐมีสว.ได้รัฐละ 2 คน (50 รัฐรวมเป็น 100 คนพอดี) ดังนั้นไม่ว่าจะประชากรมากหรือน้อย ทุกรัฐมีจำนวนสว.เท่ากันหมด โดยวุฒิสภาสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม (Class) และมีวาระการดำรงตำแหน่งแตกต่างกันไปดังภาพประกอบ
 
 
 
 
ตัวอย่างเช่น Class I เริ่มวาระมกราคม 2007 ถึงมกราคม 2013 โดยมีการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2012 แล้วค่อยเริ่มวาระใหม่ในอีกสองเดือนถัดไป คือมกราคม 2013 และดำรงตำแหน่งต่อไปเรื่อยๆ อีก 6 ปี ก่อนจะมีการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งในปี 2018 ... ส่วน Class II และ Class III ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันครับ เพียงแต่คนละปีเท่านั้น
 
Class I และ II มีสว.กลุ่มละ 33 คน ส่วน Class III มีสว. 34 คน (รวมเป็น 100 คน) เพราะฉะนั้นสว.ของสหรัฐจะค่อยๆ ทยอยผลัดกันเปลี่ยนวาระกันไปแต่ละปี ไม่ได้สิ้นสุดวาระพร้อมกันทั้งสภา ซึ่งก็ช่วยให้การทำงานนั้นมีประสิทธิภาพและมีความต่อเนื่องมากขึ้น
 
ผู้ใช้อำนาจตุลาการ ไม่มีการเลือกตั้ง โดยระบบศาลสหพันธรัฐ (Federal Court system) นั้นประกอบไปด้วย ศาลชั้นต้น (District Court), ศาลอุทธรณ์ (Court of Appeals) และศาลสูงสุด (Supreme Court)
 
 
ส่วนในระดับรัฐนั้น:
 
ผู้ใช้อำนาจบริหาร ซึ่งก็คือ ผู้ว่าการรัฐ (Governor) มีวาระ 4 ปี (ยกเว้นในรัฐนิวแฮมป์เชอร์ (New Hampshire) และรัฐเวอร์มอนต์ (Vermont) ที่มีวาระเพียง 2 ปี)
 
แต่เริ่มวาระการดำรงตำแหน่งแตกต่างกันไป การเลือกตั้งจึงจัดกันคนละปีด้วยเช่น