ปฏิวัติอียิปต์ (Egyptian Revolution)

posted on 27 Apr 2012 17:21 by chadiousburg in talk-arab directory Knowledge

"... whenever the Legislators endeavour to take away, and destroy the Property of the People, or to reduce them to Slavery under Arbitrary Power, they put themselves into a state of War with the People, who are thereupon absolved from any farther Obedience, and are left to the common refuge which God hath provided for all men against force and violence. ... [Power then] devolves to the People, who have a Right to resume their original Liberty, and, by the Establishment of a new Legislative (such as they shall think fit) provide for their own Safety and Security, which is the end for which they are in Society."
John Locke (1632 - 1704)
 
"... เมื่อใดที่ผู้บัญญัติกฎหมายพยายามที่จะเอาไปและทำลายซึ่งทรัพย์สินของประชาชน หรือลดฐานะให้เป็นทาสภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จโดยพลการ เขาเหล่านั้นได้ก่อสงครามกับประชาชน ผู้ซึ่งปลดเปลื้องตนออกจากคำสั่งในทันทีทันใด และหลีกหนีไปสู่สถานที่ที่พระเจ้าได้มอบไว้ เพื่อต่อสู้กับอำนาจบังคับและความรุนแรง ... [อำนาจนั้นเอง] จะถ่ายโอนไปยังประชาชน ผู้ซึ่งมีสิทธิในการกลับคืนสู่เสรีภาพดั้งเดิมและโดยการก่อตั้งองค์กรนิติบัญญัติ (ที่พวกเขาคิดว่าสมควร) บริการความปลอดภัยและความมั่นคง ซึ่งเป็นสิ่งสุดท้ายของการอยู่ในสังคม"
จอห์น ล็อค (1632 - 1704)
 
ประโยคอมตะของนักปรัชญาชาวอังกฤษ จอห์น ล็อค ที่สามารถนำมาใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะกับเหตุการณ์ในประเทศอียิปต์ที่ผ่านมาเป็นอย่างดี ซึ่งวาทกรรมนี้ได้สนับสนุนการลุกฮือของประชาชน เมื่อฝ่ายนิติบัญญัติ (หรือฝ่ายบริหาร) ทำการอันเป็นที่ไม่ประสงค์ของประชาชนพลเมือง ... หรือพูดง่ายๆ ว่า ปรัชญานี้สนับสนุนว่าเจตจำนงของประชาชนเป็นใหญ่
 
สำหรับประวัติความเป็นมาของประเทศอียิปต์นั้นก็ได้เขียนไว้ในเอ็นทรี่ก่อนแล้ว ซึ่งสิ้นสุดโดยการขึ้นมาครองอำนาจของประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัคในปี 1981 หลังจากซาดัตถูกลอบสังหารนั่นเอง
 
   
มูบารัคเมื่อครั้งหนุ่มๆ (ซ้าย), หลังครองอำนาจเป็นประธานาธิบดี (ขวา)
 
ฮอสนี มูบารัค มีชื่อเต็มๆ ว่า محمد حسني سيد مبارك‎ (Muhammad Hosni Sayyid Mubarak) อ่านว่า /แมะแฮ็มแมด ฮอสนี แซะเยด มอบารัค/ เป็นรองประธานาธิบดีอียิปต์เมื่อปี 1975 และเมื่อประธานาธิบดีเสียชีวิตลง ก็ขึ้นมาครองตำแหน่งแทนตามกฎหมาย (เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา) โดยอียิปต์ปกครองด้วยระบอบกึ่งประธานาธิบดี (เหมือนฝรั่งเศส) คือมีทั้งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีปกครองประเทศ
 
  
จอร์จ ชูลต์ส รมว.ต่างประเทศสหรัฐกับมูบารัค หารือกันเรื่องตะวันออกกลางและสงครามอ่าวเปอร์เซีย (ซ้าย)
ปธน.จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช (บุชพ่อ) กับมูบารัค (ขวา)
 
ในสมัยของเขานั้น อียิปต์ได้กลับมาเป็นสมาชิกสันนิบาตอาหรับอีกครั้งหนึ่ง หลังจากถูกขับออกไปในสมัยซาดัต และสำนักงานใหญ่ขององค์กรดังกล่าวยังได้กลับมาอยู่ที่กรุงไคโรอีกด้วย อียิปต์ยังได้เข้าร่วมสงครามอ่าวเปอร์เซีย (Gulf War) ในปี 1991 พร้อมกับอีก 32 ประเทศทั่วโลก ต่อกรกับประเทศอิรักของซัดดัม ฮุสเซนประเทศเดียว อียิปต์ก็ได้ส่งกองกำลังไปช่วยกว่า 3 หมื่นคน (อันดับ 4 รองจากสหรัฐอเมริกา ซาอุดิอาระเบีย และสหราชอาณาจักร) ซึ่งก็ได้ชัยชนะไปอย่างง่ายดาย ในสมัยนั้นก็มีเรื่องฉาวที่ว่า รัฐบาลได้มอบเงินถึง 5 แสนดอลล่าร์ให้แก่ทหารทุกนายที่ได้เข้าร่วมสงครามนั้นด้วย ทั้งยังมีรายงานว่า รางวัลที่อียิปต์ได้จากสหรัฐอเมริกา ชาติยุโรปและประเทศอาหรับทั้งหลายคือการยกหนี้ 14,000 กว่าล้านดอลล่าร์ให้เป็นการตอบแทนการส่งทหารเข้าร่วมเลยทีเดียว!
 
  
ป้ายหาเสียงมูบารัคก่อนการเลือกตั้งปี 2005 (ซ้าย), มูบารัคหย่อนบัตรเลือกตั้งในปี 2010 (ขวา)
 
ตลอดการครองอำนาจของเขาได้มีการพยายามลอบสังหารเขาถึง 6 ครั้งและเขาก็รอดไปเสียทุกครั้งอีกด้วย ส่วนการเลือกตั้งในสมัยเขาก็เป็นการเลือกตั้งเพื่อยืนยันการเป็นประธานาธิบดีเท่านั้นเอง ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอีกด้วยว่าห้ามมีการแข่งขันกับประธานาธิบดี กล่าวคือ เมื่อก้าวสู่อำนาจในปี 1981 ก็มีการเลือกตั้งขึ้น โดยเป็นการหยั่งเสียงสนับสนุนว่า สนับสนุนการเป็นประธานาธิบดีของมูบารัคหรือไม่ ซึ่งผลก็ออกมาตามที่เขาต้องการคือ มีเสียงสนับสนุน 98.5% ในปี 1981,, 97.1% ในปี 1987,, 96.3% ในปี 1993,, 93.8% ในปี 1999 และในปี 2005 นี้เองก็เป็นครั้งแรกที่เปิดโอกาสให้มีผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแข่งกับเขา ซึ่งผู้สมัครแข่งขันกับเขานั้นมาจากพรรคพรุ่งนี้ (Tomorrow Party) คือนายเอย์แมน นูร์ (Ayman Nour) ซึ่งมูบารัคก็ชนะไปด้วยผล 88.6% ซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้ว เพราะผู้สมัครอีกพรรคนึงนั้นโนเนม ใครจะเลือกล่ะจริงไหม?
 
  
 
สาเหตุความไม่พอใจของประชาชนที่มีมาเรื่อยๆ ต่อการปกครองของมูบารัคนั้นมีมากมายไม่ว่าจะเป็น ...
 
กฎอัยการศึกที่ได้ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 1967 (มีการหยุดใช้ชั่วคราวประมาณ 18 เดือนในปี 1980-1) ซึ่งถ้าพูดแล้ว กฎอัยการศึกนี้อยู่กับประชาชนอียิปต์มากว่า 50 ปีแล้ว! ภายใต้กฎนี้ ทำให้อำนาจตำรวจนั้นกว้างขวางจนแทบจะเป็นรัฐตำรวจก็ว่าได้ มีการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มีการเซนเซอร์ข้อมูลข่าวสารให้เป็นไปในทางสนับสนุนรัฐบาล มีการจำกัดและลงโทษการชุมนุมประท้วงอย่างหนัก มีการห้ามตั้งพรรคการเมือง ห้ามก่อตั้งมูลนิธิโดยไม่จดทะเบียน ประชาชนกว่า 3 หมื่นคนตกเป็นนักโทษการเมือง เพราะภายใต้กฎอัยการศึกแล้ว รัฐบาลสามารถจับใครเข้าคุกได้โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวน โดยเฉพาะกลุ่มการเมืองฝ่ายค้านอย่าง ภราดรมุสลิม (Muslim Brotherhood) ที่ได้ยึดทรัพย์และจับกุมตัวหัวหน้ากลุ่มการเมืองดังกล่าว
 
  
คาเลด ซาอีดก่อน (ขวา) และหลัง (ซ้าย) การทำร้ายของตำรวจ
 
มีการรายงานจากองค์กรสิทธิมนุษยชนอียิปต์ว่า มีการทรมานนักโทษกว่า 567 คดี รวมถึงการเสียชีวิตของผู้คนกว่า 167 คนโดยฝีมือตำรวจระหว่างปี 1993 - 2007 ในวันที่ 6 มิถุนายน 2010 นายคาเลด โมฮาเมด ซาอีด (Khaled Mohamed Saeed) ขณะเล่นอินเตอร์เน็ตอยู่ในร้าน ก็ถูกตำรวจในเมืองอเล็กซานเดรียลากตัวไปทำร้ายร่างกายและอัดเขาจนบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในที่สุด ท่ามกลางพยานเป็นจำนวนมาก สาเหตุมาจากคาเลด ซาอีดนั้นได้ไปถ่ายวิดีโอตำรวจผู้หนึ่งที่มีส่วนเอี่ยวในการค้ายาเสพติดนั่นเอง หลังจากเหตุการณ์นั้นก็ได้มีการปลุกปั่นทาง Facebook และ Youtube ซึ่งก็ทำให้คนทั้งประเทศออกมาต่อต้านการกระทำนี้เอง ถือว่าเป็นชนวนอันสำคัญของการออกมาชุมนุมประท้วงเลยทีเดียว เพราะผู้คนก็ได้ออกมาประท้วงเพื่อให้รัฐบาลและตำรวจออกมาแสดงความเสียใจและรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น โดยนายโมฮาเมด เอลบาราดาย (Mohamed ElBaradei) ผอ.สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2005 ก็ได้ออกโรงกับเขาในงานนี้ด้วย!
 
ปัญหาด้านเศรษฐกิจก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ ค่าแรงขั้นต่ำที่ต่ำสมชื่อ ภาวะการว่างงาน ค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้น โดย 40% ของประชากรทั้งหมดของอียิปต์ มีรายได้เพียง $2 ต่อวันเท่านั้น รวมถึงการเพิ่มขึ้นของเยาวชนที่มีประมาณ 4% ต่อปี และเมื่อเรียนจบแล้ว ก็หางานทำไม่ได้ ส่งผลให้ภาวะการว่างงานสูงขึ้นตามลำดับ
 
 
ผู้ชุมนุมประท้วงฉีกทำลายป้ายมูบารัค
 
การคอร์รัปชั่นก็เป็นปัจจัยหนึ่ง เช่น สมาชิกรัฐสภาอย่าง อาห์เมด เอซ (Ahmed Ezz) ผูกขาดอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไว้แต่ผู้เดียว โดยมีหุ้นกว่า 60% ในอุตสาหกรรมดังกล่าว รมว.ท่องเที่ยว ซูฮาอีร์ การ์รานา (Zuhair Garrana) มีทรัพย์สินกว่า 13,000 ล้านปอนด์อียิปต์ (65,000 ล้านบาท), รมว.การค้าและอุตสาหกรรม ราชิด โมฮาเมด ราชิด (Rashid Mohamed Rashid) ทรัพย์สินกว่า 12,000 ล้านปอนด์อียิปต์ (60,000 ล้านบาท), อดีตรมว.มหาดไทย ฮาบิบ อัล-แอดลี (Habib al-Adly) ก็มีกว่า 8 พันล้านปอนด์อียิปต์ (40,000 ล้านบาท) มหาเศรษฐีกันทั้งนั้น ซึ่งสมาชิกพรรครัฐบาล (NDP) แทบทุกคนก็มีสถานะเช่นเดียวกันนี้ พูดง่ายๆ ว่า "เงินหล่อเลี้ยงอำนาจและอำนาจก็หล่อเลี้ยงเงิน" ก็เห็นจะไม่ผิด
 
  
 
และปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ domino effect ของการปฏิวัติในตูนิเซียนั่นเอง หลังจากประชาชนตูนิเซียขับไล่ปธน.เบน อาลีออกไปได้ ก็ทำให้ประชาชนทั่วทุกมุมโลกอาหรับมีความหวังกับการขับไล่ผู้นำเผด็จการของตนออกไปเสีย และอียิปต์ก็เป็นประเทศที่สองที่โดน domino effect ล้มทับใส่เต็มๆ
 
สาเหตุก็ได้กล่าวไปแล้ว และการประท้วงอย่างต่อเนื่องก็ได้เกิดขึ้นในวันที่ 25 มกราคม 2011 แม้ก่อนหน้านั้นก็มีการประท้วงกันแล้ว แต่ก็ยังไม่เป็นปึกแผ่นและจริงจังเท่าใดนัก ประชาชนนับหมื่นรวมตัวกันที่กรุงไคโร ประท้วงอย่างสงบ แม้ว่าจะมีผู้บาดเจ็บจากการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจก็ตามที ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาชุมนุมเรื่อยๆ ทั้งในไคโร และเมืองอื่นๆ เช่น อเล็กซานเดรีย สุเอซ มานซูรา เป็นต้น
 
  
 
ในไคโรนั้นผู้ชุมนุมก็ได้มารวมตัวกันที่จัตุรัสทาห์รีร์ (Tahrir Square) หรือแปลว่า จัตุรัสแห่งเสรีภาพ (Liberation Square) ผู้คนนับหมื่นนับแสนค่อยๆ ทยอยเข้ามาสมทบเรื่อยๆ ผ่านการระดมและปากต่อปากทาง facebook, twitter และ youtube วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ก็ได้มีกลุ่มผู้สนับสนุนมูบารัคออกมาประท้วงผู้ประท้วง และก็ยังมีการปะทะกันเองอีกด้วย

วันต่อมา กลุ่มผู้สนับสนุนก็ได้ขี่ม้า ขับรถบรรทุก รถทหารเป็นจำนวนมาก บ้างก็พร้อมอาวุธ ทะลวงฝ่าด่านเข้าไปบริเวณจัตุรัสทาห์รีร์ พร้อมทั้งพยายามไล่ผู้ชุมนุมให้ออกจากพื้นที่ แต่ด้วยหมู่คนอันมหาศาลทำให้ผู้ชุมนุมตอบโต้โดยการปาหินใส่บ้าง ชกต่อยและทำทุกวิถีทางในการเอาพื้นที่ดังกล่าวคืน ซึ่งภายหลังกลุ่มผู้สนับสนุนก็ถอยร่นไป บ้างก็ถูกจับโดยกลุ่มผู้ชุมนุม ถูกผู้ชุมนุมต่อยบ้าง เตะบ้าง มีการค้นกระเป๋าพบว่าจำนวนมากเป็นนายตำรวจ/ทหาร จึงทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมยิ่งโกรธแค้นเข้าไปใหญ่ ส่วนทางมูบารัคก็พยายามให้เงื่อนไขแก่ผู้ชุมนุมว่าจะไม่ลงสมัครเลือกตั้งในสมัยหน้า (กันยายน-ตุลาคม 2011) และจะลงจากตำแหน่งในปลายปีนี้ ทั้งยังกล่าวว่าเขาไม่กล้าลงจากตำแหน่งโดยทันทีทันใด เพราะเกรงว่าอียิปต์จะตกอยู่ภาวะสุญญากาศและวุ่นวาย แต่ทางฝั่งผู้ประท้วงก็ไม่ยอม กลับชุมนุมยืดเยื้อต่อไป
 
  
 
ที่กล่าวมานั้นเป็นมุมมืดของการประท้วง แต่มุมสว่างก็มีให้เห็นเหมือนกัน ซึ่งก็คือความสามัคคีของคนร่วมอุดมการณ์ กล่าวคือ ประเทศอียิปต์มีศาสนาหลักคือ อิสลาม และศาสนารองลงมาคือ คอปติคคริสเตียน (ได้กล่าวไปแล้วในเอ็นทรี่ที่แล้ว) ซึ่งปกติก็ไม่ถูกกันสักเท่าไหร่อยู่แล้ว แต่ในการประท้วงครั้งนี้ พวกเขาทั้งสองได้ร่วมกันชุมนุม ละทิ้งอคติ และสู้เพื่อสิ่งเดียวกัน โดยชาวคอปส์ (Copts) ได้รวมตัวกันทำโซ่มนุษย์ (คุ้นๆ นะ) ล้อมรอบผู้ประท้วงชาวมุสลิม ขณะที่เขากำลังละหมาดกันอยู่! เพื่อเป็นการปกป้องจากอันตรายที่จะเกิดขึ้นขณะทำพิธีอีกด้วยนับว่าเป็นภาพที่เห็นได้ยากจริงๆ แต่เกิดขึ้นระหว่างการประท้วงขับไล่มูบารัค!
 
  
ชาวคอปส์ได้สร้างโซ่มนุษย์โอบล้อมขณะชาวมุสลิมละหมาด
 
ต่อมาวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ได้เกิดข่าวลือขึ้นทั่วประเทศว่ามูบารัคจะลาออก หรือจะเกิดการรัฐประหารขึ้น เพราะเช้าวันนั้นผู้บัญชาการทหารของอียิปต์ได้มากล่าวกับผู้ชุมนุมว่า วันนี้รัฐบาลจะดำเนินการบางสิ่งบางอย่างให้เป็นที่พอใจแก่ผู้ชุมนุมอย่างแน่นอน ซึ่งทุกคนก็เห็นตรงกันว่า การออกมากล่าวครั้งนี้ มีความหมายว่า มูบารัคจะลาออกอย่างแน่นอน โดยรัฐบาลก็ได้ออกมาประกาศว่าจะมีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการโดยประธานาธิบดีค่ำของวันนั้น แต่ผลปรากฎว่า ค่ำวันนั้นมูบารัคออกมาประกาศว่า จะไม่ลาออก! แต่จะโอนอำนาจ (สละอำนาจ) ไปยังรองปธน. โอมาร์ สุไลมาน (Omar Suleiman) ที่เพิ่งถูกแต่งตั้งขึ้นมารับตำแหน่งนี้ไม่กี่วันก่อน และตนจะเป็นเพียงประมุขแห่งรัฐเท่านั้น ซึ่งก็ได้สร้างความโกรธแค้นแก่ผู้ชุมนุมเป็นอย่างมาก เพราะทุกคนต่างหวังว่าเขาจะลาออก แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น
 
  
 
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ เวลา 18.00 น. โอมาร์ สุไลมานก็ได้ออกมาแถลงว่า ปธน.มูบารัคลาออกจากตำแหน่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และถ่ายโอนอำนาจไปยังสภาทหารสูงสุดในทันที ทำให้ประชาชนปิติยินดีเป็นอย่างมาก และ 2 วันต่อมา สภาทหารสูงสุดก็ได้ยุบสภาและยกเลิกรัฐธรรมนูญ และได้แถลงว่าจะอยู่ในอำนาจเป็นเวลา 6 เดือนจนกว่าจะมีการเลือกตั้งในปลายปี ซึ่งผู้ชุมนุมก็ตอบรับเป็นอย่างดี แต่ก็ยังชุมนุมอยู่ในบริเวณเดิม จนกว่าจะได้ความพึงพอใจและเป็นไปตามคำแถลงของฝ่ายทหาร
 
การปฏิวัติในอียิปต์ก็เสร็จสิ้นลงแต่ยังไม่จบเสียทีเดียว จนกว่าจะได้รัฐธรรมนูญใหม่และการเลือกตั้ง ซึ่งการประท้วงครั้งนี้ก็ได้คร่าชีวิตประชาชนไปกว่า 365 คน และบาดเจ็บอีกนับพัน แต่สิ่งที่ได้มานั้นประเสริฐกว่าสิ่งใด นั่นคือการล้มรัฐบาลด้วยเจตจำนงอันแท้จริงของประชาชนนั่นเอง
 
  
 
สิ่งที่อียิปต์ทิ้งไว้ให้แก่โลกนี้คือกระแสปฏิวัติที่มีอย่างไม่ลดละทุกวันนี้ เป็น domino effect ที่ล้มครืนไปอีกตัวหนึ่งหลังจากตูนิเซีย ผู้คนในโลกอาหรับต่างพากันชุมนุมประท้วงขับไล่ผู้นำเผด็จการของตน ซึ่งมีกว่า 20 ประเทศแล้วที่เผชิญแรงกดดันของผู้ประท้วง ที่รุนแรงก็มี ประเทศแอลจีเรีย ลิเบีย เยเมน บาห์เรน เป็นต้น ต้องมาดูกันต่อไปว่าประเทศไหนจะเป็นผู้โชคร้ายประเทศต่อไป หรือประเทศนั้นจะยังคงอยู่ด้วยระบอบเผด็จการ
 
ทางองค์กร Economist Intelligence Unit ของสหประชาชาติก็ได้จัดอันดับและเปอร์เซนต์ความเสี่ยงการเกิดการประท้วงในแต่ละประเทศมาดังนี้
1. เยเมน (88%)
2. ลิเบีย (72%)
3. อียิปต์ (68%)
4. ซีเรีย (68%)
5. อิรัก (68%)

แต่การจัดอันดับนี้ก็ไม่แน่เสมอไป เพราะช่วงนี้บาห์เรนและแอลจีเรียก็มาแรงแซงโค้งพอสมควร แต่กลับไม่มีในท็อป 5 ที่ว่า ... ทิ้งท้าย ขอให้เหล่าผู้ชุมนุมที่ได้เสียชีวิตไปทั้งหมด จงไปสู่สุขคติเถิด :)
 
(ปัจจุบันสถานการณ์ในประเทศอียิปต์ได้คืบหน้าไปพอสมควร ไว้จะเขียนในเอ็นทรี่ใหม่ให้อ่านก็แล้วกันนะครับ)
 

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot! Hot! confused smile

#4 By ลมูล on 2012-05-08 00:30

ขอบคุณกับเนื้อหาดีๆนะครับ

#3 By ลมูล on 2012-05-08 00:27

ชาวคอปส์สุดยอดเลย
เป็นการปฏิวัติที่สุยอดจริงๆ
ไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิตด้วยนะครับ


Hot! Hot! Hot! Hot!

#2 By GOD on 2012-05-07 15:12

ขอบคุณค่ะ ^^
เต็มไปด้วยสาระและความรู้เลยจริงๆ Hot!

#1 By SOUR#Sherry on 2012-04-28 17:30

free counters Flag Counter