ราชวงศ์ทิวเดอร์ ๑ (The Tudors Part 1)

posted on 28 Apr 2012 19:26 by chadiousburg in talk-europe directory Knowledge
 
การจะเล่าประวัติศาสตร์ประเทศใดประเทศหนึ่งในยุโรปให้สมบูรณ์ โดยไม่คำนึงถึงทั้งทวีปโดยรวมนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะประวัติศาสตร์ทุกภูมิภาคนั้นเชื่อมโยงกันหมด ในเอ็นทรี่นี้ก็จะขอพูดถึงราชวงศ์ทิวเดอร์แห่งอังกฤษไปก่อนก็แล้วกัน
 
เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะเคยดูซีรีส์ยอดฮิตติดเรทอย่าง The Tudors มาบ้างแล้ว  ซึ่งจริงๆ แล้วคำว่า Tudor นั้นอ่านว่า ทิวเดอร์ ไม่ใช่ ทูดอร์ หรือ ทิวดอร์ ตามที่สื่อและคนส่วนมากใช้กัน ในบทความนี้ก็จะทับศัพท์ด้วยทิวเดอร์ไปตลอดบทความนะครับ
 
ก่อนอื่นต้องมีความรู้พื้นฐานก่อนว่า ดินแดนที่เราเรียกว่า "อังกฤษ" เนี่ย ไม่ได้มีแค่ประเทศอังกฤษเพียงประเทศเดียว และคำว่า อังกฤษ (England) ก็เป็นคำศัพท์ในภาษาไทยที่ใช้เรียก "สหราชอาณาจักร" (United Kingdom) โดยรวมเท่านั้นเอง
 
 
 
เมื่อดูจากแผนที่แล้วก็จะเห็นว่า หมู่เกาะทั้งหมดนั้นมีชื่อโดยรวมว่า หมู่เกาะบริเตน (the British Isles) แต่ถ้าไปประเทศไอร์แลนด์ (Ireland) ซึ่งมีประวัติความเป็นมาที่ไม่ค่อยลงรอยกับ "บริเตน" สักเท่าไหร่ ก็จะเรียกหมู่เกาะเหล่านี้ว่า หมู่เกาะบริเตน-ไอร์แลนด์ (the British-Irish Isles) หรือ หมู่เกาะแองโกล-เคลติค (the Anglo-Celtic Isles) แทน
 
หมู่เกาะบริเตนประกอบด้วยสองเกาะใหญ่คือ เกาะไอร์แลนด์ (Ireland) ทางด้านซ้ายและเกาะบริเตนใหญ่ (Great Britain) ทางด้านขวา
 
 
เกาะไอร์แลนด์ประกอบไปด้วย 2 ประเทศคือ ไอร์แลนด์ (Ireland) และ ไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) ส่วนเกาะบริเตนใหญ่ประกอบไปด้วย 3 ประเทศคือ อังกฤษ (England), เวลส์ (Wales) และสก็อตแลนด์ (Scotland)
 
สหราชอาณาจักร (United Kingdom) เป็นประเทศที่รวมอังกฤษ, เวลส์และสก็อตแลนด์ (จากเกาะบริเตนใหญ่) กับไอร์แลนด์เหนือ (จากเกาะไอร์แลนด์) เข้าด้วยกัน ภายใต้การปกครองของกษัตริย์และรัฐบาล/รัฐสภาแห่งกรุงลอนดอน (London) โดยมีการแบ่งอำนาจบางส่วนไปให้เมืองหลวงแต่ละประเทศคือ คาร์ดิฟ (Cardiff) เอดินบะระ (Edinburgh) และเบลฟาสท์ (Belfast) ในขณะที่ประเทศเอกราชอีกประเทศหนึ่งคือ ไอร์แลนด์ นั้นแยกออกมาจากสหราชอาณาจักรในปี 1922 เป็นประเทศอิสระ มีเมืองหลวงอยู่ที่ดับลิน (Dublin)
 
   
ราชอาณาจักรอังกฤษ (ซ้าย), ราชอาณาจักรสก็อตแลนด์ (ขวา)
 
หวังว่าจะไม่งงกันนะครับ เอาเป็นว่าเราจะขอย้อนกลับไปตั้งแต่ที่ยังไม่มีสหราชอาณาจักร มีแต่ดินแดนที่เรียกว่า ราชอาณาจักรอังกฤษ (Kingdom of England) และราชอาณาจักรสก็อตแลนด์ (Kingdom of Scotland) กันก่อน
 
ย้อนกลับไป เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 15 ราชอาณาจักรอังกฤษปกครองด้วยราชวงศ์แลงแคสเตอร์ (House of Lancaster) และราชวงศ์ยอร์ค (House of York) สลับกันไปมา ภายใต้สงครามดอกกุหลาบ (Wars of the Roses) สงครามกลางเมืองที่ดุเดือดระหว่างสองราชวงศ์ที่แย่งกันอ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์อังกฤษ ซึ่งทั้งสองราชวงศ์สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 (Edward III) แห่งราชวงศ์แพลนทาเจอเน็ต (House of Plantagenet) หนึ่งในกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคกลาง
 
 
เอ็ดเวิร์ดที่ 3 (ซ้าย), กุหลาบขาวแห่งยอร์ค (กลาง), กุหลาบแดงแห่งแลงแคสเตอร์ (ขวา)
 
สงครามดอกกุหลาบ ฟังดูหวาน แต่ก็สู้กันเลือดสาด สาเหตุที่ชื่อสงครามดอกกุหลาบก็เพราะดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์แทนราชวงศ์ทั้งสอง ดอกกุหลาบขาวแทนยอร์ค ส่วนดอกกุหลาบแดงแทนแลงแคสเตอร์ สงครามครั้งนี้กินเวลาถึง 30 กว่าปี (1455-1487) ทหารถูกเข่นฆ่าไปมากมาย จนกระทั่งหนุ่มชาวเวลส์วัย 28 ปีนามว่า เฮนรี ทิวเดอร์ (Henry Tudor) ผู้สืบเชื้อสายตระกูลขุนนางชาวเวลส์ทางพ่อและพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ทางแม่ ได้ผงาดขึ้นมามีอำนาจ กำจัดศัตรูของตนจนมีอำนาจต่อรองถึงขนาดประกาศตนเป็นประมุขแห่งราชวงศ์แลงแคสเตอร์เลยทีเดียว พร้อมนำกำลังบดขยี้กองทัพพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 (Richard III) กษัตริย์หนุ่มแห่งราชวงศ์ยอร์ควัย 32 ปี ในยุทธการทุ่งบอสเวิร์ธ (Battle of Bosworth Field) จนพระองค์สิ้นพระชนม์ในสงครามหลังครองราชย์ได้เพียง 2 ปีเท่านั้น
 
     
ริชาร์ดที่ 3 (ซ้าย) ยุทธการทุ่งบอสเวิร์ธ (กลาง, ขวา)
 
ด้วยความที่จารีตประเพณีของอังกฤษที่ได้รับมาจากนอร์มันนั้นเป็นแบบ Male preference primogeniture คือ บุตรชายคนโตมีสิทธิในทางมรดกก่อน เมื่อไร้ทายาทเพศชายแล้ว ก็จึงนำบุตรหญิงมาพิจารณา เช่น สิทธิในมรดก ฯลฯ ซึ่งก็รวมถึงราชบัลลังก์ด้วย (ภายหลังอังกฤษได้แก้กฎหมายในเรื่องมรดกให้สิทธิชายและหญิงเท่าเทียมกันแล้ว แต่ในการสืบราชสมบัติยังคงใช้จารีตประเพณีนี้อยู่) ด้วยการที่จารีตนี้ให้ความสำคัญกับบุตรชายมากกว่า ทำให้การตั้งชื่อราชวงศ์และการสืบราชสมบัติก็ต้องเป็นไปตามกฎนี้ด้วย ...
 
เฮนรี ทิวเดอร์ถึงแม้จะสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์แลงแคสเตอร์ และอ้างตนเป็นประมุขแห่งราชวงศ์ดังกล่าว แต่ก็เป็นการสืบเชื้อสายทางแม่ เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ในปี 1485 ในนามพระเจ้าเฮนรีที่ 7 (Henry VII) พระองค์จึงต้องใช้ชื่อราชวงศ์ (นามสกุล) ที่สืบมาจากทางพ่อ นั่นก็คือ ทิวเดอร์ (Tudor) ถือเป็นการเริ่มต้นของยุคใหม่ ราชวงศ์ใหม่ที่จะปกครองอังกฤษไปอีกกว่าร้อยปีและเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์อังกฤษไปอย่างสิ้นเชิง
 
HENRY VII (1457 - 1485 - 1509)
** หมายความว่า เกิด 1457, ครองราชย์ 1485, สิ้นพระชนม์ 1509 **
 
              

เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว ปัญหาภายในประเทศที่ต้องเผชิญนั้นมีอยู่หลายประการ สืบเนื่องมาจากความบอบช้ำจากสงครามกลางเมืองนานหลายสิบปี ความไม่เป็นระเบียบ ความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ราชวงศ์ใหม่ก็เป็นปัญหาอยู่เหมือนกัน ระบอบศักดินาสวามิภักดิ์ (Feudalism) ยังคงมีให้เห็นอยู่ในยุคกลาง ทำให้เฮนรีตระหนักถึงความจำเป็นในการจำกัดอำนาจขุนนางท้องถิ่นตามระบอบเก่าทิ้งเสีย โดยการสั่งการให้ขุนนางทุกคนห้ามมีบริวารคนรับใช้เป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งให้สาบานต่อหน้าพระพักตร์ในการประชุมรัฐสภาครั้งแรก
 
ระบอบการปกครองของอังกฤษนี้มีวิวัฒนาการที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ รัฐสภา (Parliament) เป็นผลพวงจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของอังกฤษโดยเฉพาะ มีที่มาจากพวกแองโกล-แซกซอน (Anglo-Saxon) ที่ได้อพยพมายังเกาะอังกฤษ ในสมัยนั้นกษัตริย์มีสภาเป็นที่ปรึกษาอยู่แล้ว และสภานั้นก็วิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นรัฐสภา มีบทบาทเป็นทั้งที่ปรึกษาและตัวคานอำนาจกับกษัตริย์ ตั้งแต่ยุคกลางตอนปลาย รัฐสภามีอำนาจทัดเทียมกับกษัตริย์เลยก็ว่าได้ โดยพระเจ้าจอห์น (John) แห่งราชวงศ์แพลนทาเจอเน็ตถูกบังคับให้ลงพระนามในกฎบัตรแม็คนา คาร์ตา (Magna Carta) จำกัดอำนาจของกษัตริย์ ภายหลังที่พระเจ้าจอห์นก่อสงครามและเก็บภาษีประชาชนสูงมากโดยมิได้ปรึกษาผู้แทนของราษฎรเสียก่อน กษัตริย์และรัฐสภาจึงใช้อำนาจควบคู่กันมาตลอดในการเมืองการปกครองของอังกฤษ
 
ดังนั้นการที่รัฐบาลจะเข้มแข็งนั้น จะต้องเข้าขากับรัฐสภาได้เป็นอย่างดี เฮนรีจึงสนับสนุนระบอบรัฐสภา พร้อมทั้งเคารพและระมัดระวังในการปฏิบัติการใดๆ ต่อรัฐสภา ทรงเรียกประชุมรัฐสภาอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ทั้งสองสถาบันเคยชินในอำนาจหน้าที่ซึ่งกันและกัน และบริหารบ้านเมองร่วมกันอย่างใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพ รัฐสภาจึงเป็นเสมือนเครื่องมือในการปกครองและเสริมอำนาจของกษัตริย์ไปโดยปริยาย (ถ้าหากกษัตริย์ประพฤติตนเป็นที่น่าเคารพต่อรัฐสภา) และก็ได้เป็นมรดกตกทอดไปยังกษัตริย์องค์ต่อๆ ไปของอังกฤษอีกด้วย
 
    
รัฐสภาสมัยเฮนรี (ซ้าย), แลมเบิร์ท ซิมเนลและผู้สนับสนุนในไอร์แลนด์ (ขวา)
 
ในปี 1487 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญอยู่ 2 เหตุการณ์ เหตุการณ์แรกคือ ชายผู้หนึ่งนามว่า แลมเบิร์ท ซิมเนล (Lambert Simnel) สามัญชนธรรมดาทั่วไป อ้างตนว่าเป็นเอิร์ลแห่งวอร์ริค (Earl of Warwick) พร้อมยกกองทัพนิยมยอร์คเข้าสู้กับกองทัพเฮนรีที่ 7 ในยุทธการทุ่งสโตค (Battle of Stoke Field) แต่ก็ได้พ่ายแพ้ไป เหตุการณ์นี้ถือเป็นการสิ้นสุดของสงครามดอกกุหลาบที่มีมายาวนานกว่า 30 ปีลง ด้วยชัยชนะที่เด็ดขาดของราชวงศ์ทิวเดอร์/แลงแคสเตอร์นั่นเอง
 
อีกเหตุการณ์หนึ่งคือทรงตั้งศาลพิเศษขึ้นมาคือ "Court of Star Chamber" เป็นศาลของกษัตริย์ที่สามารถยืดหยุ่นกฎหมายให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ สามารถลงโทษได้ทุกอย่าง (ส่วนมากเป็นโทษปรับ) ยกเว้นโทษประหารชีวิต ส่วนใหญ่ใช้ในการพิจารณาคดีของขุนนางผู้ใหญ่ ส่วนขุนนางเล็กๆ ก็ใช้ศาลท้องถิ่นเดิมต่อไป ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ถูกลงโทษนั้นก็ถูกลงโทษเท่าเทียมกับสามัญชนทั่วไป เช่น เอิร์ลแห่งอ็อกซ์ฟอร์ด (Earl of Oxford) ถูกปรับถึง 1 หมื่นปอนด์เลยทีเดียว ศาลนี้จึงเป็นอีกเครื่องมือที่ชอบธรรมของกษัตริย์ในการลดอำนาจขุนนางในระบอบเก่าให้หมดไป
 
  
ดอกกุหลาบทิวเดอร์ (ซ้าย), อลิซาเบธแห่งยอร์ค (ขวา)
 
กระนั้น เพื่อให้เกิดความมั่นคงแก่ราชบัลลังก์มากยิ่งขึ้น พระองค์จึงอภิเษกสมรสกับอลิซาเบธแห่งยอร์ค (Elizabeth of York) พระราชธิดาในพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 (Edward IV) แห่งราชวงศ์ยอร์ค ราชวงศ์ที่พระองค์เพิ่งปราบไปได้ไม่นาน เพื่อเป็นการดองญาติและทำให้สิทธิในการครองราชย์ของพระองค์มั่นคงขึ้น พร้อมกับนำสัญลักษณ์ของทั้งสองราชวงศ์มารวมกัน และตั้งเป็นสัญลักษณ์ราชวงศ์ทิวเดอร์ของพระองค์ นับว่าเป็นกุศโลบายที่แยบยลยิ่งนัก
 
พูดง่ายๆ ว่าเป็นการสมานฉันท์ เป็นการประกาศว่าตราบนี้ต่อไปราชวงศ์นี้จะเป็นเหมือนศูนย์รวมของทั้งยอร์คและแลงแคสเตอร์ เฮนรี (กษัตริย์) เป็นแลงแคสเตอร์ อลิซาเบธ (ราชินี) เป็นยอร์ค องค์รัชทายาทก็จะมาจากสองราชวงศ์นี้อย่างแน่นอน และจะไม่มีใครโต้แย้งสิทธินี้ได้อีกต่อไป ...
 
  
แผนที่เมืองที่เป็นสมาชิกสันนิบาตฮันซีเอติค (ซ้าย), เมืองฮัมบวร์ก (Hamburg) หนึ่งในสมาชิกสันนิบาต ช่วงคริสต์ศวรรษที่ 15 (ขวา)
 
ปัญหาสำคัญอีกประการของกษัตริย์หนุ่มผู้นี้คือ ผลพวงจากสงคราม อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว สงครามได้ทำให้ประเทศบอบช้ำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผลกระทบต่อการค้าและการคลัง พระองค์จึงต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ได้ พระองค์จึงหาทางให้อังกฤษสามารถทำการค้าขายได้อย่างกว้างขวาง แต่ด้วยอิทธิพลของสันนิบาตฮันซีเอติก (Hanseatic League) หรือพันธมิตรทางการค้าของเหล่านครรัฐและประเทศบริเวณชายฝั่งยุโรปเหนือ ที่ได้ผูกขาดการค้าในบริเวณนั้น เฮนรีจึงทำสัญญาทางการค้ากับเดนมาร์ก ริกา (Riga - เมืองท่าที่สำคัญ ปัจจุบันคือเมืองหลวงของลัตเวีย) และรัฐในอิตาลี จึงทำให้อังกฤษสามารถค้าขายทางทะเลบอลติคและเมดิเตอร์เรเนียนได้มากขึ้น
 
มีการกระตุ้นการผลิตสินค้าในอังกฤษให้มากขึ้น มีการขึ้นภาษี และมีการออกพระราชบัญญัติการเดินเรือ (Navigation Act) เป็นการวางรากฐานการเดินเรือ การค้า และการคลังให้แก่ชาวอังกฤษมากขึ้น ซึ่งจะทำให้อังกฤษกลายเป็นมหาอำนาจทางทะเลในเวลาต่อมา ว่ากันว่าด้วยนโยบายต่างๆ ของพระองค์ หลังจากพระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว เงินในท้องพระคลังนั้นมีเงินเหลืออยู่ถึง 1.25 ล้านปอนด์ (เทียบเท่ากับ 648 ล้านปอนด์หรือ 32,400 ล้านบาทในปัจจุบัน) เลยทีเดียว
 
  
ชาร์ลส์ที่ 8 แห่งฝรั่งเศส (ซ้าย), บริเวณที่เน้นสีแดงคือดินแดนบริททานีหรือเบรอตาญ (ขวา)
 
ในสมัยพระองค์ได้เกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับอังกฤษขึ้นที่บริททานี (Brittany) ฝรั่งเศสเรียกว่า เบรอตาญ (Bretagne) แต่ต่อมาก็สามารถตกลงกันได้ภายใต้สันติภาพแห่งเอตาปล์ (Peace of Étaples) โดยชาร์ลส์ที่ 8 แห่งวาลัวส์ฝรั่งเศส (Charles VIII) ให้เงินแก่เฮนรีกว่า 180,000 ปอนด์ และรายปีอีกปีละ 12,000 ปอนด์ และไม่สนับสนุนเพอร์คิน วอร์เบค (Perkin Warbeck) ผู้อ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์อังกฤษอีกคน ส่วนอังกฤษก็จะยอมรับอธิปไตยของฝรั่งเศสเหนือบริททานี (เบรอตาญ) รวมถึงข้อเสนออื่นๆ อีก นับว่าเป็นนโยบายต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จแก่อังกฤษมาก
 
อลิซาเบธแห่งยอร์คและเฮนรีที่ 7
 
เฮนรีที่ 7 และอลิซาเบธแห่งยอร์คมีโอรส-ธิดาด้วยกัน 7 พระองค์ ได้แก่
1) อาร์เธอร์ (Arthur Tudor) 1486 - 1502
2) มาร์กาเรท (Margaret Tudor) 1489 - 1541
3) เฮนรี (Henry Tudor) 1491 - 1547
4) อลิซาเบธ (Elizabeth Tudor) 1492 - 1495
5) แมรี (Mary Tudor) 1496 - 1533
6) เอ็ดมันด์ (Edmund Tudor) 1499 - 1500
7) แคเธอรีน (Katherine Tudor) 1503
 
     
อาร์เธอร์ (ซ้าย), แคเธอรีนแห่งอรากอน (กลาง), เฮนรี ทิวเดอร์ (หรือเฮนรีที่ 8) (ขวา)
 
ในปี 1501 อาร์เธอร์วัย 14 ปีนั้นได้อภิเษกกับแคเธอรีนแห่งอรากอน (Catalina de Aragón/Catherine of Aragon) พระราชธิดาในพระเจ้าเฟอร์ดินานด์แห่งอรากอน (Fernando de Aragón) และราชินีอิซาเบลแห่งคาสตีล (Isabel de Castilla) มหาอำนาจสองอาณาจักรที่ได้รวมสเปนเป็นหนึ่ง แต่โชคร้ายที่อาร์เธอร์สิ้นพระชนม์อย่างกะทันหัน ทำให้แคเธอรีนกลายเป็นม่ายในทันที ซึ่งต่อมาพระองค์ก็ได้อภิเษกกับเฮนรี ทิวเดอร์ ผู้ซึ่งกลายเป็นพระเจ้าเฮนรีที่ 8 (Henry VIII) ที่โด่งดังในเวลาต่อมา (และจะได้เล่าแบบละเอียดต่อไปในส่วนของเฮนรีที่ 8)
 
  
มาร์กาเรท ทิวเดอร์ (ซ้าย), เจมส์ที่ 4 แห่งสก็อตแลนด์ (ขวา)
 
ส่วนมาร์กาเรท ทิวเดอร์อภิเษกสมรสกับพระเจ้าเจมส์ที่ 4 แห่งสก็อตแลนด์ (James IV of Scotland) ในปี 1503 และอาร์ชิบอลด์ ดักลาส, เอิร์ลแห่งแองกัสที่ 6 (Archibald Douglas, 6th Earl of Angus) ในปี 1514 จากการอภิเษกทั้งสองครั้งของพระองค์ พระองค์จึงเป็นย่าของราชินีแมรีแห่งสก็อตส์ (Mary, Queen of Scots) และยายของเฮนรี สจวร์ต, ลอร์ด ดาร์นลี (Henry Stuart, Lord Darnley) พระมารดาและบิดาของ พระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ (James I) ซึ่งพระองค์นี่แหละ เป็นกษัตริย์พระองค์แรกในราชวงศ์สจวร์ต (House of Stuart)
 
 
ส่วนแมรี ทิวเดอร์ก็อภิเษกสมรสกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 12 แห่งฝรั่งเศส (Louis XII) ในปี 1514 และครั้งที่สองกับชาร์ลส์ แบรนดอน ดยุคแห่งซัฟฟอล์คที่ 1 (Charles Brandon, 1st Duke of Suffolk) ในปี 1515 เธอเป็นยายของเลดี้เจน เกรย์ (Lady Jane Grey) เป็นใคร เดี๋ยวได้รู้ต่อไป ... ส่วนใครเป็นสาวกซีรีส์ The Tudors ก็คงคุ้นชื่อ Charles Brandon แน่ๆ เพราะเขาคือพระสหายเฮนรีที่ 8 ที่เป็นเพลย์บอยๆ นั่นแหละ
 
  
แมรี ทิวเดอร์และชาร์ลส์ แบรนดอน ตัวจริง (ซ้าย), เฮนรี แควิลล์ (Henry Cavill) แสดงเป็นชาร์ลส์ แบรนดอน (ขวา)
 
ส่วนอลิซาเบธแห่งยอร์ค มเหสีในเฮนรีที่ 7 ก็ได้สิ้นพระชนม์ลงหลังจากให้กำเนิดแคเธอรีน ธิดาองค์สุดท้าย ทำให้เฮนรีที่ 7 โศกเศร้าเป็นอย่างมาก ถึงกับปลีกวิเวกอยู่แต่พระองค์เดียวเป็นระยะเวลานานพอสมควร แต่ภายหลังก็ได้มีความพยายามจะอภิเษกสมรสใหม่ และเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับสเปนมากขึ้น ซึ่งก็มีสตรีหลายท่านที่เป็นตัวเลือกของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็น โจวานนา ดาราโกนา (Giovanna d'Aragona), ฆัวนาแห่งคาสตีล (Juana I de Castilla) หรือ มาร์กาเรทาแห่งออสเตรีย (Margaretha of Austria) ซึ่งต่างมีความสัมพันธ์กับกษัตริย์สเปนหมด
 
แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี 1509 ทิ้งไว้ซึ่งรากฐานทางการปกครอง เศรษฐกิจและการต่างประเทศไว้อย่างมั่นคง และราชบัลลังก์แก่องค์รัชทายาท เฮนรีที่ 8 ... คอยติดตามต่อไปนะครับ :)
 

Comment

Comment:

Tweet

อยากอ่านตอนต่อไปจังเลยครับ

#7 By bomb (125.25.41.150) on 2013-07-18 23:30

อ่านสนุกมากเลยครับ ไว้จะรออ่านตอนต่อไปนะครับ Hot!

#6 By Tar on 2012-05-08 09:24

แวะมาทักทายครับผม ^_^

#5 By ลมูล on 2012-05-08 00:04

เป็นแหล่งความรู้ที่ดีมากๆเลยที่เดียวครับ

#4 By narong.77 on 2012-05-08 00:03

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#3 By ลมูล on 2012-05-08 00:02

เนื้อหาดีมากๆครับ ^_^

#2 By พนมไพร on 2012-05-07 23:37

ขอบคุณความรู้ดีๆนะครับ

free counters Flag Counter